article

6 เทคนิคการจำข้อมูลยาวๆในเวลาสั้นๆ

โพสต์18 ธ.ค. 2559 21:42โดยkm _srk   [ อัปเดต 18 ธ.ค. 2559 21:43 ]


6 เทคนิคการจำข้อมูลยาวๆในเวลาสั้นๆ


ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน คนทำงาน นักแสดง นักพูด ต่างก็มีหน้าที่ ที่จะต้องจดจำข้อมูลหรือเนื้อหาในการเรียนหรือทำงาน เช่น การพรีเซนต์ต่างๆ หรือการจำบทของนักแสดง แต่หลายครั้งเราก็มีเวลาไม่มากใช่มั้ยคะ จะทำอย่างไรดี วันนี้เรามีเทคนิคการท่องจำข้อมูลยาวๆ ให้ได้ในเวลาที่สั้นกว่าเดิม มาฝาก

 
 

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 1

อ่านข้อมูลที่ต้องการจดจำซัก 2-3 รอบ
อ่านข้อมูลทั้งหมดก่อนค่ะ โดยใช้เวลาไม่มาก แต่จะทำให้เราคุ้นเคย และสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและลำดับของข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่จะไปเริ่มจดจำข้อมูลสำคัญๆต่อไป

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 2

แบ่งข้อมูลออกเป็นช่วงสั้นๆ
เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจดจำข้อมูลทั้งหมดในครั้งเดียวใช่มั้ยคะ ดังนั้นเราจะต้องแบ่งมันออกเป็นช่วง และค่อยๆจำทีละส่วนๆ แบบนี้จะทำให้เราจดจำข้อมูลได้เร็วขึ้น

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 3

กำหนดเลขลำดับ
การกำหนดหมายเลขหรือลำดับให้กับข้อมูลแต่ละส่วน จะทำให้การจดจำง่ายขึ้น เนื่องจากสมองของเราจะมีวิธีจดจำ ตัวเลข กับข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้เรานึกได้ถึงข้อมูลได้ตามลำดับ

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 4

อ่านออกเสียง
เริ่มอ่านข้อมูลด้วยเสียงให้ตัวเองฟัง ซักรอบ 2 รอบ เพื่อเป็นการเพิ่มการเปิดช่องทางรับข้อมูลจากทางหู และ ทางสายตาด้วย

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 5

เริ่มจดจำข้อมูล
เริ่มจดจำข้อมูลทีละส่วน ตามลำดับ เมื่อเริ่มจำได้ ก็ค่อยเลื่อนไปจำลำดับต่อไป เราจะค่อยๆจำได้ เพราะจะนึกถึงความต่อเนื่องของข้อมูล ทีละส่วนๆ ตามกันมา

เทคนิคการจำข้อมูลข้อที่ 6

คิด จำ ทบทวน
จากนั้นให้พูดซ้ำๆ ทีละส่วน ตามลำดับ โดยพยายามไม่ดูข้อมูลหรือโน้ต แต่ให้คิดถึงความหมายของสิ่งที่พูด นึกถึงที่มา สาเหตุ และ ผลหรือสิ่งที่ตามมา ของแต่ละส่วนไปเรื่อยๆ เพื่อที่เราจะสามารถนึกถึงข้อมูลที่จะติดตามกันมาเป็นลำดับ ให้ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะจำได้ค่ะ โดยเราอาจจะใช้ เทคนิคส่วนตัว เช่น การสร้างเป็นภาพหรือเรื่องภายในความคิดของเรา หรือ สร้างความเชื่อมโยงของคำแต่ละคำ เพื่อให้จดจำง่ายขึ้นไปอีก


เป็นอย่างไรบ้างคะ เชื่อว่าวิธีการที่นำเสนอมานี้ จะช่วยทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ สำหรับคนที่จำเก่งอยู่แล้ว อาจจะนำเทคนิคส่วนตัวมาผสมปรับใช้ และจะนำมาแชร์ให้เพื่อนๆได้ทราบบ้างก็ได้นะคะ ส่วนคนที่ยังค้นหาวิธีการดีๆอยู่ ก็ขอให้ลองนำไปใช้กันดู


Ref : http://www.trueplookpanya.com/

แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน

โพสต์5 ธ.ค. 2559 20:07โดยkm _srk   [ อัปเดต 5 ธ.ค. 2559 20:10 ]


แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน


ทำไมครูต้องมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือ
 

การช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น นอกจากแพทย์จะให้ยากินเพื่อให้มีสมาธิในการเรียนแล้ว ครู และพ่อแม่มีส่วนช่วยอย่างมาก การฝึกทักษะหลายประการที่เด็กสมาธิสั้นยังขาดอยู่ ซึ่งการขาดทักษะเหล่านั้นแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างเช่น ดื้อ ซน พูดไม่ฟัง ไม่มีระเบียบวินัย ไม่คิดก่อนทำ ไม่รอบคอบ ประมาท เลินเล่อ เอาแต่ใจตัวเอง การแก้ไขพฤติกรรมต่างๆส่วนใหญ่จะยากลำบาก การฝึกทักษะที่ดีให้เกิดขึ้นก่อนจึงมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันเด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมไม่ดีจนติดเป็นนิสัยไปจนโต ซึ่งการฝึกทักษะมักต้องใช้ เวลานาน ต้องอาศัยความอดทน ความเอาจริงเอาจัง ความสม่ำเสมอและร่วมมือของครูและพ่อแม่อย่างมาก เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะฝึกทักษะค่อนข้างยาก ฝึกแล้วลืมง่ายในระยะแรกๆครูและพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังผลเร็ว ไม่ควรเปรียบเทียบผลของการฝึกพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นกับเด็กทั่วไป ถ้าต้องการประเมินผลฝึกควรเปรียบเทียบผลที่เกิดกับตัวเด็กเองโดยติดตามระยะยาว จะเห็นความสำเร็จชัดเจนขึ้นทีละน้อย โดยพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ดีมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนในที่สุดกลายเป็นนิสัยที่ดีและกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดีติดตัวอย่างถาวรเมื่อพ้นจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นการพัฒนาทักษะที่ดีเพิ่มเติมขึ้นอีกจะเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาจากภายในตัวเอง ในระหว่างวัยเด็กนี้ พ่อแม่และครูจึงเป็นผู้ช่วยสำคัญ ที่จะฝึกฝนส่งเสริมให้เด็กสมาธิสั้นมีทักษะเบื้องต้นเพื่อเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวต่อไป

เป้าหมายการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน
 

ลดพฤติกรรมปัญหาที่รบกวนการเรียนรู้ อันเป็นผลจากอาการของโรคสมาธิสั้นเพิ่มทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่อการปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นของเด็กสมาธิสั้นเพิ่มความสามารถด้านการเรียน เพื่อช่วยให้เด็กสมาธิสั้นประสบผลสำเร็จด้านการเรียน และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น

1. การช่วยเหลือด้านการเรียน
          เด็กสมาธิสั้นควบคุมตนเองไม่ได้ จัดระเบียบให้ตนเองไม่ได้เหมือนกับเด็กทั่วไป ครูต้องช่วยจัดระเบียบการเรียนไม่ให้ซับซ้อน เพื่อให้เด็กสามารถประสบความสำเร็จในการเรียน สิ่งที่ครูจะช่วยเหลือเด็ก

สมาธิสั้นสามารถทำได้ดังนี้
          1.1 การจัดกิจกรรมประจำวัน
              1.1.1 กิจกรรมในแต่ละวันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน ครูต้องบอกล่วงหน้าและย้ำเตือนความจำทุกครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลง
              1.1.2 หาป้าย ข้อความ สัญลักษณ์ หรือช่วยเหลือความจำเด็กในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น ให้เด็กเขียนชื่อวันบนปกหนังสือหรือสมุด เพื่อให้จัดตารางเรียนได้สะดวก

          1.2 การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก
              1.2.1 การจัดห้องเรียน
                     - เขียนข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน ไม่วิ่งเล่นในห้องเรียน ส่งการบ้านเป็นที่ ข้อตกลง ควรมีลักษณะเข้าใจง่าย เขียนสั้นๆ เฉพาะที่สำคัญ แน่นอนไม่เปลี่ยนไปมาทบทวนข้อตกลงบ่อยๆ ลงโทษตามที่ตกลงกันไว้
                     - จัดหาที่วางของห้องเรียนในตำแหน่งเดิม เพื่อให้เด็กจำง่าย วางให้เป็นที่เป็นทางซึ่งจะช่วยให้นักเรียนรู้ขอบเขตความประพฤติของตนเอง
                     - ภายในห้องเรียนควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งด้วยสีสัน สวยหรู เพราะจะทำให้เด็กสมาธิสั้นสนใจสิ่งเร้าเหล่านั้น มากกว่าสนใจการสอนของครู
                     - ช่วยเด็กจัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ และควรเก็บสมุดต่างๆ ที่เดิมเพื่อสะดวกแก่การจำและหยิบใช้
                     - ให้มีสิ่งของบนโต๊ะเรียนของเด็กให้น้อยที่สุด
              1.2.2 การจัดที่นั่ง
                     - จัดให้นั่งข้างหน้า หรือแถวกลาง
                     - ไม่อยู่ใกล้ประตูหรือหน้าต่างที่มองเห็นข้างนอกห้องเรียน
                     - จัดให้นั่งใกล้ครูเพื่อดูแลได้อย่างใกล้ชิด
                     - ไม่ให้เพื่อนที่ซุกซนเล่นนั่งอยู่ใกล้ๆ จัดให้มีเด็กเรียบร้อยนั่งขนาบข้าง
 

          1.3 จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
              1.3.1 การเตรียมการสอน การเตรียมการสอนครูจะต้องเตรียมและดำเนินการ ดังนี้
                     - งานที่ให้ทำต้องเหมาะสมกับความสนใจและความสามารถของเด็ก ก่อนสอนครูควรสังเกตความสนใจ ความรู้ ความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
                     - แบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงสมาธิของเด็ก ให้เด็กทำทีละขั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงให้ทำขั้นต่อ ๆ ไปตามลำดับ
                     - การจัดกิจกรรม ควรมีช่วงเวลาให้เด็กเปลี่ยนอิริยาบถ และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่เด็กทำได้ เพื่อช่วยลดความเบื่อของเด็ก ทำให้เรียนได้นานขึ้น เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง ลบกระดาน เป็นต้น
                     - เลือกกิจกรรมการเรียนการสอนที่ต้องใช้ประสาทรับรู้หลายด้าน ทั้งด้านการฟังการใช้สายตาหรือการลงมือปฏิบัติ เช่น การสาธิตหรือการแสดงบทบาทสมมติ
                     - ใช้สื่อทางสายตา อาจใช้เป็นรูปภาพประกอบ เพื่อให้เด็กจับประเด็นได้ง่าย
              1.3.2 ระหว่างการสอนเขียนงานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดาน พยายามสั่งงานด้วยวาจาให้น้อยที่สุด
                     - ตรวจสมุดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบถ้วน
                     - ใช้การสอนเเบบตัวต่อตัว เพื่อควบคุมให้เด็กมีสมาธิ โดยสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็ก โดยเฉพาะในรายวิชาหลักหรือวิชาที่ยาก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นต้น เนื่องจาก 1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้นมักจะมีภาวะบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ร่วมด้วย โดยครูสามารถช่วยเด็กได้

                        1) ให้เด็กทำงานเป็นขั้นตอน เช่น ทำทีละข้อ หรือทีละหน้า อย่าให้งานมากเกินไป
                        2) ฝึกเด็กให้ทำงานทีละอย่างให้สำเร็จ แล้วจึงเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อไป
                        3) การฝึกให้เด็กควบคุมตนเองเพื่อทำงาน เมื่อเด็กทำได้ดีแล้วครูค่อย ๆ ถอนตัวออกแต่ก็อย่าทิ้งไปเลย ควรตรวจการทำงานเป็นครั้งคราว
                        4) ให้เด็กทำงานตามเวลาที่กำหนดให้ เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วถ้ายังไม่เสร็จครูต้องตรวจงานของเด็ก

                     - ฝึกให้เด็กจัดระเบียบการเรียน การทำตามคำสั่ง การตรวจสอบทบทวนผลงาน การจดบันทึก และการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
                     - ช่วยให้เด็กสนใจบทเรียน โดยใช้สีระบายคำสำคัญ ข้อความสำคัญ วงรอบหรือตีกรอบข้อความสำคัญที่ครูเน้น

                     - ใช้วิธีเตือนหรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียนโดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า เช่น เคาะที่โต๊ะเด็ก หรือแตะไหล่เด็กเบาๆ
                     - ให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆน้อยๆเมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
                     - หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ประจาน ประณามที่จะทำให้เด็กรู้สึกอับอาย และไม่ลงโทษเด็กรุนแรง เช่น การตี
                     - ใช้วิธีการตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด

              1.3.3 การมอบหมายงาน
                     - ครูควรใช้คำพูดให้น้อยลง พูดช้าๆ ชัดเจน กระชับ ครอบคลุม ไม่ใช้คำสั่งคลุมเครือ ไม่บ่น ตำหนิติเตียนจนเด็กแยกไม่ถูกว่าครูให้ทำอะไร
                     - ให้เด็กสมาธิสั้นพูดทบทวนที่ครูสั่งหรืออธิบายก่อนลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด อีกทั้งเป็นการฝึกให้เด็กพูดถ่ายทอดความคิดของตนเอง
                     - ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก ควรมอบหมายงานที่มีระยะเวลาการทำงานสั้นลงเพื่อให้เด็กสามารถใช้เวลาไม่นานนัก พยายามเน้นในเรื่องความรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ

          1.4 การช่วยเหลือด้านทักษะเฉพาะในการเรียน ครูสามารถช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้มีทักษะเฉพาะที่จำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถด้านการเรียนได้ดังนี้

              1.4.1 ทักษะในการอ่านหนังสือ การฝึกอ่านหนังสือทุกวันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากครูอาจเลือกหนังสือที่เด็กชอบมาให้เด็กอ่านเสริม โดยหนังสือที่อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเรียน อาจเป็นหนังสือผจญภัย หนังสือสอบสวน หนังสือชีวิตสัตว์ชีวประวัติ ประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก็ได้ จากนั้นควรพูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่อ่าน ให้เล่าเรื่อง หรือให้สรุป ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในการอ่านหนังสือที่ดี และชมเชยเป็นระยะ

              1.4.2 ทักษะการเขียนหนังสือการฝึกให้เด็กเขียนหนังสือบ่อยๆ จะทำให้สายตาและมือทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เช่น ฝึกให้เขียนสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เขียนบรรยายความรู้สึกต่อพ่อแม่เขียนแผนที่คาดว่าจะทำในช่วงปิดเรียน จนในที่สุดสามารถเขียนเรื่องราวที่มีคำขึ้นต้น เนื้อหาและสรุปได้1.4.3 ทักษะในการฟังและจับประเด็น การฝึกเด็กให้สรุปสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้ลองทำตาม จะเป็นรากฐานที่ดีในการช่วยฝึกสมาธิ ถ้าทำซ้ำๆ จะคล่องขึ้นและช่วยการเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้

              1.4.4 ทักษะในการวางแผนทำงาน การทำการบ้าน การทำรายงาน การสรุปข่าว การทำป้ายนิเทศ วิชาการ ฯลฯ เป็นงานที่ต้องการการวางแผนและมีการบริหารจัดการจึงจะได้ผลดีทันเวลา การฝึกฝนให้ทำงานหลายๆ อย่างที่มีแผนการชัดเจนและฝึกซ้ำๆในหลากหลายกิจกรรมจะช่วยให้ระบบการทำงานคล่องขึ้นเกิดเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นในตัวเป็นการวางรากฐานในการทำงานแต่ละอย่างให้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การเรียงลำดับงานสำคัญ ก่อน-หลัง ตั้งสมาธิกับงานและลงมือทำ

              1.4.5 การบ้าน
                      - การแบ่งงานให้พอเหมาะจัดแบ่งการบ้านออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้เด็กสามารถลงมือทำจนสามารถทำสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเด็กทำเสร็จเองบ่อย ๆ จะทำให้เด็กอารมณ์ดี พอใจในตนเอง และรู้สึกว่า “ฉันเป็นคนทำงานอะไรแล้วต้องเสร็จเสมอ” จะเสริมความมานะพยายามให้เด็กทำงานเพิ่มขึ้น
                      - เรียงลำดับความสำคัญและความยากง่ายของงานโดยช่วยจัดลำดับความง่ายไว้ข้อแรกๆ เพื่อให้เด็กเริ่มทำจากงานที่ง่ายแล้วเสร็จเร็วไปสู่งานที่ซับซ้อนยุ่งยากหรือมีปัญหาที่ต้องใช้เวลาแก้นานขึ้นหรือให้เริ่มทำจากงานด่วนก่อน
                      - มอบหมายการบ้านให้ฝึกอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนจนติดเป็นนิสัยทำทุกวันสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับสูงที่ต้องใช้วินัย และพึ่งพาตนเองในการเรียน

                      1.4.6 สอนเทคนิคในการเรียนและการเตรียมตัวสอบ สอนให้เด็กใช้เทคนิคช่วยจำ เช่น การใช้แถบปากกาสี การขีดเส้นใต้ข้อความที่สำคัญ การย่อประเด็นสำคัญการจดสูตรหรือคำยากๆในสมุดบันทึกการหัดคิดเลขกลับไปกลับมาการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการหาข้อมูลความรู้ การเลือกอ่านรวมทั้งควรฝึกสอนเทคนิคในการทำข้อสอบ เช่น ข้อสอบที่จับเวลา หรือมีเวลาทำจำกัด ข้อที่ทำไม่ได้ให้ข้ามไปก่อนอย่าลืมวงหน้าข้อเพื่อกลับมาทำซ้ำ หรือเพื่อไม่ให้วงสลับข้อกัน เป็นต้น

          1.5 ช่วยเด็กจัดการเกี่ยวกับเวลาเด็กสมาธิสั้นจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่สนใจว่าเวลาหมดหรือยัง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำงานเมื่อไรเด็กจะแบ่งเวลาไม่เป็น การแบ่งเวลาไม่เป็นทำให้เด็กไม่ส่งงานตามเวลา ผิดนัดมาโรงเรียนสาย ซึ่งครูต้องช่วยสอนเทคนิคการจัดสรรเวลา ดังนี้

                      1.5.1 เตือนให้เด็กตรงต่อเวลา โดยส่งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลานัด หรือเวลาต้องส่งงาน
                      1.5.2 ช่วยเด็กจัดทำกำหนดเวลาหรือปฏิทินงาน ทำลงกระดาษแล้วติดไว้ที่โต๊ะเรียนของเด็ก
                      1.5.3 ใช้นาฬิกาเตือน โดยอาจใช้นาฬิการะบบสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการรบกวน
                      1.5.4 ให้แรงเสริมทางบวก เมื่อเด็กส่งงานตามเวลา



2. การพัฒนาทักษะทางสังคมให้เด็กสมาธิสั้น

          2.1 การช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้มีเพื่อน เด็กสมาธิสั้นจำนวนมากมีปัญหากับเพื่อน ชอบกลั่นแกล้งหรือแหย่เพื่อน บางคนอาจมีลักษณะก้าวร้าว ทั้งนี้เพราะเด็กสมาธิสั้นจะมีอารมณ์เสียง่าย และไม่คิดก่อนที่จะทำบางรายอาจเรียกร้องความสนใจแบบไม่ค่อยเหมาะสม เช่น ทำเป็นตัวตลกให้คนอื่นแหย่เล่น เป็นต้น อีกทั้งเด็กยังมีปัญหาการแปลวิธีการสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูดทำให้เด็กไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นจากการได้เห็นเฉพาะสีหน้าท่าทางและแววตาของคนที่ตนสัมพันธ์ด้วยทั้งหมดนี้ทำให้เด็กไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนไว้ได้นานพอเด็กอาจตอบโต้เพื่อนแบบก้าวร้าวเมื่อถูกยั่ว ความไม่มีสมาธิ ไม่รู้เวลา ทำให้เด็กปฏิบัติตามกฏเกณฑ์หรือกติกาต่างๆไม่ได้การเล่นกับเพื่อนจึงมีปัญหาและไม่มีใครอยากเล่นด้วย การไม่มีเพื่อนจึงสร้างความทุกข์ใจให้กับเด็กเพราะเด็กเป็นวัยที่ต้องการเพื่อนเมื่อถูกเพื่อนปฏิเสธจึงเป็นความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเด็กการฝึกทักษะทางสังคมจะช่วยให้เด็กสามารถเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้นรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งครูสามารถช่วยเหลือเด็กได้ดังนี้

                      2.1.1 การค้นหาว่าปัญหาการเข้าสังคมกับเพื่อนอยู่ที่ไหน โดยอาศัยการสังเกต การเล่นของเด็กทักษะต่างๆที่เด็กใช้เวลาเข้ากลุ่มกับเพื่อน ได้แก่
                      - ทักษะในการสื่อสาร การเริ่มต้นขอเล่นด้วย การรับฟังกติกา การซักถามข้อสงสัยการสร้างคำถามที่เหมาะสม การชี้ชวนให้เพื่อนๆ เล่นตาม คำพูดและสำเนียงที่ใช้พูด
                      - ความสามารถในการเล่นควรสังเกตว่าเด็กเล่นในสิ่งที่เพื่อนๆเล่นได้จริงหรือไม่ในกีฬาต่างๆ เช่น หมากฮอส ปิงปอง บาสเกตบอล ฟุตบอล เป็นต้น
                      - ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความสามารถเล่นตามเพื่อนหรือนำเพื่อนได้ รู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักขอโทษ ขอบใจ และการแสดงน้ำใจ เคารพในกติกา เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง

                      2.1.2 จัดโอกาสและหาแบบฝึกหัดให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะการฝึกทักษะต่างๆต้องการแบบฝึกหัดที่หลากหลาย เพื่อฝึกให้เด็กเกิดความชำนาญครูควรหากิจกรรมให้เด็กได้ทำเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม โดยกิจกรรมเหล่านั้นต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ และขั้นตอนที่ชัดเจนไม่ปล่อยให้เด็กดูแลกันเองเพราะเด็กจะมีปัญหาการปฏิบัติตามกติกาเด็กจะเชื่อฟังคำสั่งของครูมากกว่าคำสั่งของเพื่อนด้วยกันการที่ครูอยู่ด้วยจะช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือในกรณีที่เด็กได้รับมอบหมายงานให้แสดงตนต่อหน้าสาธารณชนครูควรช่วยเด็กฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติซ้ำๆจนเด็กเกิดความชำนาญและทำได้คล่องในวันที่ต้องปฏิบัติจริง
 

                      2.1.3 แบบอย่างที่ดีครูสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งการแสดงท่าทาง คำพูดการฟัง การให้ความช่วยเหลือผู้อื่น การแบ่งปัน การขอความช่วยเหลือ การกล่าวคำขอโทษ หรือขอบคุณและคอยเป็น “โค้ช” ให้เด็กได้ลองปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆทั้งจากสถานการณ์สมมติและสถานการณ์จริง


                      2.1.4 จัดเพื่อนช่วยดูแลเด็กสมาธิสั้นครูควรจัดเพื่อนที่เด็กสนิทหรือเพื่อนที่อาสาช่วยดูแล คอยเตือนเมื่อเด็กไม่มีสมาธิช่วยสอนการบ้านโดยอาจจัดเป็นคู่ หรือจัดเป็นกลุ่ม เพื่อนร่วมดูแลเด็กเหล่านี้ควรเป็นคนที่เด็กชอบพอ เข้าอกเข้าใจกันและทำอะไรด้วยกันได้ ทั้งนี้ครูควรช่วยติดตามปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดกับเพื่อนผู้ช่วยดูแล เนื่องจากของเด็กอาจสร้างความลำบากใจให้กับเพื่อนที่ช่วยดูแลเด็กได้


          2.2 สอนให้เด็กควบคุมตนเองเด็กสมาธิสั้นจะมีความยากลำบากในการควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบเวลากติกา
และจะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่าย ไม่มีความอดทนรอคอย การช่วยสอนให้เด็กสมาธิสั้นรู้จักควบคุมตนเองรู้จักรับผิดชอบ รู้จักกรอบเวลา ไม่ทำให้ผู้อื่นเหนื่อยหรือรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ จะทำให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งครูสามารถช่วยเด็กได้ดังนี้

                      2.2.1 งานที่เด็กทำต้องมีการวางแผนอย่างชัดเจน และดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบเทคนิคที่สำคัญคือ ห้องเรียนต้องมีกติกาที่ชัดเจน กติกานี้อาจเป็นข้อกำหนดของครูหรือเป็นสิ่งที่เด็กเสนอและตกลงร่วมกันว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เขียนติดไว้หน้าห้องเรียน เช่น ไม่พูดเสียงดังขณะครูสอน ให้ยกมือขออนุญาตก่อนพูด เป็นต้น และพูดคุยกันว่าถ้าเด็กทำตามข้อตกลงจะได้รับสิทธิพิเศษอย่างไร หรือหากเด็กไม่ทำตามข้อตกลงจะถูกตัดสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

                      2.2.2 ตารางเวลากิจกรรมการเรียนต้องชัดเจนให้รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไรหัดให้เด็กดูนาฬิกาหรือมีนาฬิกาไว้กับตัวโดยอาจใช้ระบบสั่นเพื่อลดเสียงที่อาจรบกวนสมาธิเพื่อนในชั้นเรียนหากจำเป็นต้องเปลี่ยนตารางกิจกรรมควรพูดคุยกับเด็กให้เข้าใจเพื่อป้องกันการสับสนที่อาจทำให้เด็กรู้สึกขัดแย้งและไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้างถ้าเด็กไม่ทำกิจกรรมตามเวลาครูควรช่วยเตือนตรงๆด้วยน้ำเสียงปกติไม่บ่นว่าหรือตำหนิโดยให้เดินเข้าไปพูดใกล้ๆเด็กเช่น “ตอนนี้เก้าโมงแล้วหยิบสมุดภาษาไทยหน้า 9 ขึ้นมาเขียน”ครูอาจช่วยเด็กหยิบสมุดในโต๊ะขึ้นมาเปิดหน้า 9 และชี้ให้เด็กลงมือทำ เด็กก็จะเริ่มทำงานตามเวลาได้

                      2.2.3 สอนให้เด็กระบายอารมณ์และควบคุมอารมณ์ตนเอง เด็กสมาธิสั้นจะหงุดหงิดโมโหง่ายกว่าเด็กทั่วไปถึงแม้ว่าจะได้ปรับปรุงแก้ไขด้วยวิธีต่างๆก็ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีเท่าที่ผู้ใหญ่ต้องการซึ่งเป็นผลจากอาการของโรคสมาธิสั้นครูจึงควรช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีระบายอารมณ์ที่เหมาะสม รวมถึงรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองด้วยเพื่อลดปฏิกิริยารุนแรงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเด็กกับบุคคลอื่นๆ2.2.4 ให้เด็กระบายอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสมเมื่อครูสังเกตเห็นว่าเด็กเริ่มมีอารมณ์ไม่พอใจควรเข้าไปพูดคุยกับเด็กให้โอกาสเด็กเล่าถึงความรู้สึกของตนเองตั้งใจฟังเรื่องที่เด็กเล่าโดยไม่ขัดแสดงความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเด็กการได้ระบายจะช่วยทำให้อารมณ์เด็กเย็นลงและมีความพร้อมที่จะรับรู้วิธีแก้ปัญหาต่อไปได้

                      2.2.5 ช่วยให้เด็กจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม วิธีจัดการกับอารมณ์โกรธที่ได้ผลคือสอนให้เด็กจัดการกับอารมณ์โกรธอย่างเป็นขั้นตอนและฝึกจนเป็นนิสัยเพราะอารมณ์โกรธเป็นอารมณ์หนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆซึ่งเกิดขึ้นและจบลงได้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นที่กระตุ้นให้เราโกรธได้แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการตอบสนองความโกรธได้ทั้งนี้ครูสามารถสอนเด็กจัดการกับอารมณ์โกรธได้โดย

                      - เมื่อรู้สึกโกรธต้องตั้งสติรับรู้ว่ากำลังโกรธ
                      - นึกถึงผลเสียที่เกิดขึ้นหากทำอะไรลงไปในขณะนั้น
                      - หายใจเข้าออกลึกๆหรือใช้วิธีนับ 100-1 และเดินออกไปจากเหตุการณ์ก่อน
                      - หากิจกรรมอื่นทำ หรือพูดระบายความรู้สึกกับเพื่อนหรือครูที่พูดคุยได้เพื่อผ่อนคลาย
                      - เมื่อเด็กอารมณ์เย็นลงแล้วจึงหาโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจแล้วจึงค่อยๆสอดแทรกความคิดเห็นที่ถูกต้องให้เด็กได้คิดและหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไรก็ตามหากเด็กแสดงอารมณ์รุนแรงบ่อยๆ ทั้งที่ครูพยายามช่วยเหลือด้วยวิธีดังกล่าวแล้วภาวะอารมณ์ดังกล่าวอาจเกิดจากความไม่สงบภายในครอบครัวครูควรพิจารณาเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินปัญหาครอบครัวและสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา



3. แนวทางการจัดการปัญหาพฤติกรรมที่พบบ่อยของเด็กสมาธิสั้นพนม เกตุมาน (2551) ได้ให้รายละเอียดแนวทางการจัดการปัญหาพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นไว้ดังนี้

          3.1 “โอ้เอ้ ไม่ทำ ช้าทุกอย่าง” เด็กสมาธิสั้นมักติดเล่น ทำตามสิ่งที่ตนเองสนุก ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเวลา ไม่สนใจว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หรือใครคอยจะช่วย ใครจะรีบ เวลาทำอะไรจึงมักช้า เวลาทำกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรต่างๆเช่น อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว หรือทำงาน ก็จะติดเล่น ใจลอย เวลาเรียกให้รีบๆ ทำก็จะละเลยไม่สนใจ

วิธีการแก้ไข
กำหนดตารางเวลากิจกรรมให้ชัดเจน กำกับให้ทำอย่างจริงจังแต่นุ่มนวล พูดให้น้อยแต่เอาจริงมากๆ อย่าปล่อยให้เด็กโอ้เอ้
เมื่อเด็กทำเอง คอยกำกับห่างๆ เมื่อเด็กเริ่มหลุดการควบคุมตัวเอง ให้กลับเข้าไปกำกับใหม่ชมเมื่อเด็กทำได้ หรือร่วมมือ

          3.2 “ไม่ทำการบ้าน ไม่ส่งงาน” เด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยชอบทำการบ้าน เพราะไม่สนุก เด็กเบื่อง่าย บางคนจดการบ้านมาเมื่อกลับบ้านอาจจะบอกทางบ้านว่า ไม่มีการบ้าน หรือทำเสร็จจากโรงเรียนแล้ว ถ้าพ่อแม่ตามไม่ทัน หรือไม่มีเวลาติดตามเรื่องการบ้านนี้ เด็กจะใช้วิธีหลบเลี่ยงจนเป็นนิสัย เด็กบางคนทำการบ้านเสร็จแล้ว แต่ไปถึงโรงเรียนแล้วไปเล่นจนลืมส่งหรือไม่กล้าส่งเพราะเลยเวลาที่ครูกำหนดส่ง การป้องกันปัญหานี้ ทำได้ดังนี้
 

ช่วยตรวจการจดการบ้านเด็กทุกวัน (บางทีครูมีระบบการตรวจสอบตรงนี้ เช่น ให้เพื่อนช่วยตรวจกันเอง ครูช่วยสุ่มตรวจบางวัน หรือ ถ้าคุณครูมีเวลากรุณาตรวจให้ทุกวันจะดีมาก) และถ้าเด็กไม่ส่งงานให้คุณครูช่วยรีบแจ้งทางบ้านทันทีบอกให้พ่อแม่ตรวจสมุดจดการบ้านทุกวันและกำกับให้เด็กทำตามเวลาที่ตกลงกันไว้(ตามตารางเวลา) ถ้ายังไม่เสร็จงาน จะไม่ให้เด็กไปเล่นถ้าลืมจดการบ้านมา หรือมีการหลบเลี่ยงพูดไม่จริง ให้พ่อแม่ยืนยันให้เด็กยัง คงต้องทำงานย้อนหลังที่คุณครูให้มาด้วย อาจมีการลงโทษเรื่องนี้ด้วยการลดเวลาเล่นของวันนั้นลงด้วยก็ได้บอกให้พ่อแม่ตรวจงานของเด็กทุกวันและควรให้เด็กเอาผลงานมาให้พ่อแม่ ดูเมื่อทำเสร็จให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า การบ้านเป็นงานรับผิดชอบ ที่ต้องทำ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การพยายามหลบเลี่ยงจะยิ่งต้องทำมากขึ้น

          3.3 “ดื้อ” ดื้อ คือพฤติกรรมหลีกเลี่ยง หลบเลี่ยง ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำผิดไปจากข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า อาการดื้อของเด็กสมาธิสั้นเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย เด็กจะดื้อจากหลายสาเหตุ คือ เด็กสมาธิสั้นไม่ตั้งใจฟังคำสั่ง ไม่ใส่ใจ เมื่อสั่งแล้วลืม หรือทำไม่ครบเด็กสมาธิสั้นไม่ค่อยอยากทำตามคำสั่ง เนื่องจากติดเล่น หรือกำลังทำอะไรเพลินๆ สนุกๆเด็กสมาธิสั้นอาจหงุดหงิด หรือโกรธไม่พอใจในเรื่องอื่น เมื่อสั่งให้ทำอะไร ก็ไม่อยากทำจึงอาจใช้การดื้อ ไม่ร่วมมือ ไม่ทำตาม เป็นการตอบโต้เด็กดื้ออาจแสดงออกว่าดื้อตรงๆ ตอบโต้คำสั่งทันที หรือดื้อเงียบคือรับปากว่าจะทำ แต่ขอผัดผ่อนไปก่อน แล้วในที่สุดก็ไม่ทำ (ด้วยเจตนาหรือลืมจริงๆ) 

การป้องกัน
ครูควรใช้คำสั่งที่ได้ผล เวลาสั่งควรแน่ใจว่าเด็กสนใจในคำสั่งนั้น ควรให้เด็กหยุดเล่นหรือหยุดกิจกรรมใดๆ ที่กำลังทำอยู่เสียก่อน สั่งสั้นๆ ชัดเจน อย่าให้หลายคำสั่งพร้อมๆ กัน ให้เด็กทวนคำสั่งแล้วเริ่มปฏิบัติทันที อย่าให้เด็กหลบเลี่ยง พร้อมกับชมเมื่อเด็กทำ ในกรณีที่คำสั่งนั้นไม่ได้ผล ครูต้องคอยกำกับให้ทำสม่ำเสมอในระยะเวลาแรกๆ ก่อน ข้อสังเกต ไม่ควรสั่งหรือตกลงกันในกิจกรรมที่ครูไม่มีเวลาคอยกำกับให้ทำในระยะแรกๆ

          3.4 “เถียง” การเถียงเก่งเป็นลักษณะประจำของเด็กสมาธิสั้นประการหนึ่ง การเถียงเปรียบเสมือนการอยู่ไม่นิ่ง (ทางวาจา) ของเด็ก ยิ่งผู้ใหญ่หรือเพื่อนต่อล้อต่อเถียงด้วยเด็กจะสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ แต่ในระยะยาวเด็กจะติดเป็นนิสัยการเถียง บางครั้งเด็กเถียงเพื่อทดสอบดูว่า ครูเอาจริงในคำสั่งแค่ไหน เผื่อมีโอกาสได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นเพียงแต่รับฟังและกำกับให้ทำอย่างที่สั่งอย่างจริงจังเท่านั้น ก็มักจะได้ผลแล้วครูอาจใช้ประโยคตัดบท ยกตัวอย่างเช่น “เรื่องนี้เราไม่ต้องคุยกันอีกในขณะนี้ ทำตามที่ตกลงกันไว้ก่อน ได้ผลอย่างไรตอนหลังค่อยคุยกันอีกที” “เรื่องนี้เอาไว้คุยกันวันหลัง วันนี้ทำอย่างนี้ก่อน”

          3.5 “แกล้งเพื่อน” เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นมักจะซน ควบคุมตัวเองลำบาก ทำให้อาจไปละเมิดเด็กอื่นได้ แต่เด็กมักไม่ค่อยยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เริ่มต้นละเมิดคนอื่นก่อน เช่น ล้อเลียน แหย่ แกล้ง ทำให้คนอื่นไม่พอใจ จนมีการตอบโต้กันไปมา แต่เมื่อให้เด็กสรุปเอง เขาจะบอกว่าโดนแกล้งก่อน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาอาจจะเป็นผู้เริ่มต้นก่อนก็ได้ บางทีการตอบโต้นั้นเกิดเป็นวงจนหาจุดเริ่มต้นจริงๆ ไม่ได้เมื่อเด็กมาฟ้องครูว่าตนเองถูกรังแก ครูต้องทำใจให้เป็นกลาง อย่างเพิ่งเชื่อเด็กทันทีควรสอบถามให้ชัดเจนก่อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น


“ลองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดซิ”
“ตอนนั้นหนูทำอะไรอยู่”
“ก่อนหน้านั้นหนูทำอะไร”
“มีอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจหนูอยู่ก่อน”
“ก่อนหน้านี้หนูทำอะไรให้เขาไม่พอใจบ้างไหม”
“อะไรทำให้เขามาทำเช่นนี้กับหนู”
“หนูคงโกรธที่เขาทำเช่นนั้น”
“แล้วหนูตอบโต้ไปอย่างไร”
“หนูคิดว่าเขาจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร”
“หนูคิดว่าเรื่องมันจะจบลงแค่นี้หรือเปล่า”
“เพื่อนเขาอาจเจ็บแค้น มาหาเรื่องในวันหลังได้หรือไม่”
“หนูคิดว่าจะหาทางออกอย่างไรดี ที่จะได้ผลดีในระยะยาว”

สิ่งที่ครูควรจะสอนเด็กคือ วิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่นุ่มนวล มีทางออกสำหรับแก้ปัญหาหลายๆ แบบให้เด็กเลือกใช้ โดยไม่ไปตำหนิเด็กตรงๆ ก่อน


          3.6 “ก้าวร้าว” เด็กสมาธิสั้นที่ถูกเพื่อนยั่วบ่อยๆหากไม่ได้ฝึกควบคุมตนเองอาจทำให้เด็กตอบสนองต่อเพื่อนด้วยวิธีก้าวร้าวรุนแรงได้การลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เช่น ตีหรือประจานให้เสียหน้า อาจช่วยหยุดพฤติกรรมได้ในระยะสั้นๆ แต่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว สิ่งที่ครูสามารถช่วยเด็กได้ฝึกให้เด็กระบาย และจัดการอารมณ์ตนเองอย่างสม่ำเสมอดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

          
เมื่อเกิดสถานการณ์ครูต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยแยกเด็กซึ่งเป็นคู่กรณีออกจากกันแต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอาละวาด ในเด็กเล็กครูอาจใช้วิธี “กอด” เด็กไว้ส่วนในเด็กโตอาจให้ครูผู้ชายตัวโตๆอย่างน้อย 2-3 คนช่วยล็อคตัวเด็กไว้และพาเด็กไปอยู่ในที่สงบพร้อมบอกเด็กว่า “หนูโกรธได้แต่ทำร้ายคนอื่นไม่ได้”  จากนั้นพูดคุยให้เด็กระบายความรู้สึก และใช้วิธีพูดคุยสอบถามเช่นเดียวกับกรณีแกล้งเพื่อนช่วยให้เด็กคิดหาทางออกในหลากหลายวิธี และปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ทั้งคู่มีอารมณ์สงบดีแล้วสอนให้เด็กรู้จักสังเกตอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รวมถึงหาวิธีหลีกเลี่ยงและสื่อสารความต้องการอย่างเหมาะสม ให้เด็กพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์โกรธคิดทบทวนดูว่าเรื่องอะไรที่มีผลกระทบต่ออารมณ์มากที่สุดโดยสังเกตว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนอย่างไรเมื่อมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงจากเรื่องที่เข้ามารบกวน เช่น หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดงและรีบออกจากที่เกิดเหตุ ไม่พูดต่อล้อต่อเถียงในขณะที่อีกฝ่ายกำลังมีอารมณ์โกรธให้เด็กบอกตัวเองว่าต้องควบคุมอารมณ์โกรธก่อนที่อารมณ์โกรธจะควบคุมเรานึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต เพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายลงขอบคุณตนเองที่สามารถเอาชนะอารมณ์โกรธได้ 

          ในการสอนให้เด็กรู้จักสังเกตอารมณ์ของผู้อื่น ครูอาจให้เด็กในห้องเรียน เรียนรู้อารมณ์ร่วมกันโดยแสดงสถานการณ์สมมติ ขออาสาสมัครแสดงสีหน้าท่าทางถึงภาวะอารมณ์ต่างๆ ให้เด็กคนอื่นๆ ช่วยกันทาย รวมถึงอาจให้เด็กแลกเปลี่ยนว่าถ้าเพื่อนอยู่ในอารมณ์โกรธพวกเขาควรทำอย่างไร ให้เด็กช่วยกันคิดวิธีและแสดงท่าทางตอบสนองเวลาที่เพื่อนมีอารณ์โกรธ ก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้จักวิธีสังเกตและตอบสนองอารมณ์ผู้อื่นอย่างสนุกสนาน


          3.7  “ชอบทำของหาย” เด็กสมาธิสั้นมักจะติดเล่น ขี้ลืม จึงมักลืมของและไม่รอบคอบในการตรวจเช็คสิ่งของ
ให้ครบ โดยจะพบว่าพ่อแม่มักจะบ่นให้ฟังว่า เด็กทำอุปกรณ์การเรียนหายเป็นประจำ เรื่องนี้ครูช่วยเด็กได้ให้เด็กเก็บของให้เป็นที่ไม่โยกย้ายสิ่งของถ้าไม่จำเป็นให้เด็กจดรายการของใช้ที่ต้องเก็บกลับบ้านทุกวัน และช่วยกำกับให้เด็กตรวจสอบของใช้ให้ครบถ้วนทุกครั้งก่อนกลับบ้านโดยครูอาจมอบหมายให้เพื่อนที่ช่วยดูแลช่วยกำกับแทนได้เทคนิคที่น่าสนใจ และใช้ได้ผลคือ อาจให้เด็กตั้งชื่อสิ่งของเครื่องใช้ตามชื่อที่เด็กชอบให้เด็ก รู้สึกผูกพันและช่วยเด็กตรวจเช็คบรรดาเพื่อนๆของใช้ให้ครบทุกชื่อก่อนกลับบ้าน

          3.8 “หนีเรียน” เด็กสมาธิสั้นที่เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องมักเบื่อการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียนเพราะไปแล้วไม่ค่อยสนุก ถ้าถูกลงโทษมากๆ จะยิ่งไม่อยากมาโรงเรียน ครูจึงควรหาสาเหตุของการหนีเรียน ขาดแรงจูงใจในการเรียนมีปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ ตามเพื่อน หนีเที่ยว หาอะไรสนุกๆ ตื่นเต้นทำ ไม่คิดว่าครูจะจับได้ คิดว่าหลบเลี่ยงได้ คิดว่าไม่ต้องเรียนก็ได้ พ่อแม่หาเงินมาเตรียมไว้พร้อมแล้วไม่ได้คิดอะไร ขอสนุกไว้ก่อนสิ่งสำคัญที่สุดที่ครูควรช่วยคือสร้างความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนถ้ามีปัญหาการเรียนต้องรีบแก้ไขโดยเร็วแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาโรคสมาธิสั้นตั้งแต่แรกจะช่วยให้เรียนได้รู้เรื่องมีความสุขกับการเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนเพราะเรียนเข้าใจขึ้นสนุกกับการเรียน ลำดับต่อมาครูควรฝึกนิสัยให้มีความรับผิดชอบต่อการเรียนให้ทำหน้าที่ของตนเองทำงานให้เสร็จเมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นควรส่งเสริมให้เด็กมีเป้าหมายของตนเองตามความชอบความถนัด


          3.9 “เล่นไฟ” ไฟเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวร้าว เด็กสมาธิสั้นที่มีความโกรธ ความก้าวร้าว จะเก็บกดไว้และแสดงออกเป็นการชอบเล่นกับไฟ เพื่อระบายความโกรธความก้าวร้าว แต่บางครั้งการเล่นกับไฟ มักกลายเป็นอันตราย เนื่องจากเด็กมักหลบๆ ซ่อนๆ เล่น จึงมักเล่นเวลาพ่อแม่ไม่อยู่ บางคนจุดไฟเล่นบนที่นอน จนกลายเป็นเพลิงไหม้บ้านได้เหมือนกัน

          การป้องกันเด็กเล่นไฟ ควรมีกิจกรรมที่ได้ระบายความโกรธ ความก้าวร้าว ความต้องการแก้แค้น เช่น ศิลปะ(ทุกรูปแบบ การแกะสลักและเครื่องปั้นดินเผา) กีฬาที่มีการปะทะกันแรงๆ(แต่มีกติกาชัดเจน) เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รักบี้ เทควันโด ยูโด ยิงปืน ยิงธนู ชกมวย การเล่นกีฬาเหล่านี้ต้องมีผู้ฝึกหรือครูที่ดีการแสดงความก้าวร้าวที่มีการควบคุม เป็นการฝึกการควบคุมตนเองได้อีกทางหนึ่งด้วย
 

          ถ้าเด็กอยากเล่นกับไฟมากๆ อาจฝึกให้เด็กทำกิจกรรมเกี่ยวกับไฟโดยตรง เช่นก่อกองไฟ หุงหาอาหารเผาหญ้า เผาต้นไม้ โดยมีการสอน และดูแลอย่างใกล้ชิดในระยะแรก ควรหัดให้เขาคิดว่า ไฟที่เขาจุดทุกครั้งมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เช่นมันอาจลุกลามไปติดเชื้อไฟที่ไหนบ้างไหม หรือลูกไฟอาจปลิวไปติดไฟที่อื่นได้หรือไม่ต้องสังเกตทิศทางลมอย่างไร หรือมีการเตรียมการดับไฟ เช่น น้ำ ถังดับเพลิง การฝึกให้คิดล่วงหน้าเช่นนี้เป็นการฝึกการวางแผน การป้องกันการเสี่ยง การคิดก่อนทำด้วย

4. แนวทางการจัดการชั้นเรียนที่มีเด็กสมาธิสั้น ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ครูที่มีประสบการณ์

          4.1 สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กสมาธิสั้นพูด สั่ง ยืดหยุ่น ตามอารมณ์เด็กให้เกิดความไว้วางใจและเชื่อฟังครูโดยใช้น้ำเสียงเบาพูดคุยบ่อยๆซื้อของมาฝากมอบหมายงานที่เด็กชอบเมื่อทำได้ก็ชม เช่น ทักทาย สัมผัสตัวเด็ก จับหัว ลูบหลัง เป็นต้น
 

          4.2 เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสอนสังเกตดูบรรยากาศในชั้นเรียนสำรวจตัวเองว่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีรบกวนหรือเปล่าถ้ามีควรจะเตือนตัวเองและทำใจสงบในส่วนของเด็กควรหากิจกรรมที่ช่วยดึงสมาธิของเด็กหรือทำให้เด็กอยู่นิ่งๆก่อนมีการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นหากิจกรรมเกม ยืน ตบมือ ตบแขนแตะไหล่ เพลง คำร้อยกรอง พูดคุยถึงสถานการณ์ข่าวตามเหตุการณ์ปัจจุบัน เล่านิทานมีคติสอนใจ
 

          4.3 ควรมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในชั้นเรียนหรือเป็นข้อตกลงร่วมกัน เมื่อเด็กยกมือตอบ ครูให้ความสนใจ หรือกระตุ้นให้ตอบโดยบอกว่า “ความคิดเห็นไม่มีผิด เพียงครูอยากรู้ว่าเราคิดอย่างไร” โดยเด็กนักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนด แล้วติดไว้หน้าชั้นเรียนถ้าผิดกฎก็จะเริ่มจากการเตือนเรียกมาคุยเป็นกลุ่มและทำโทษ ยกตัวอย่าง เช่น การสั่นกระดิ่งคือสัญลักษณ์ให้ทุกคนเงียบ เพื่อนๆ ช่วยกันเตือนถ้ายังไม่เงียบเดินไปใกล้ๆ และจับตัวเด็ก
 

          4.4 เมื่อเกิดปัญหาพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นครูต้องรู้จักควบคุมตัวเองใจเย็นยืดหยุ่นมีข้อเสนอแนะ
ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมดังนี้

                    4.4.1 เรียกมานั่งใกล้ ๆ คุณครู
                    4.4.2 มอบหมายกิจกรรมที่ชอบให้เด็กสมาธิสั้นทำ เช่น ให้ร้องเพลง ถ้าเด็กชอบร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงโฆษณา ขอให้แสดงออกเลียนแบบดาราให้เพื่อนดู หรือให้ทำหน้าที่แทนครูคอยเฝ้าระวังนักเรียนที่ก่อกวนในชั้นเรียน เป็นต้น
                    4.4.3 ให้เพื่อนในกลุ่มหรือกลุ่มเพื่อนที่เด็กอาสาหรือสนิทกับเด็กสมาธิสั้น ช่วยดูแลโดยมีอัตราส่วนเพื่อน 3 คนต่อการดูแลเด็กสมาธิสั้น 1 คน
                    4.4.4 จัดการเรียนเป็นกลุ่ม มีเด็กที่เรียนดี พอใช้ ปานกลางคละกัน ช่วยกันดูแลเด็กสมาธิสั้นในกลุ่ม
                    4.4.5 ไม่ควรดุเด็กต่อหน้าเพื่อนๆ
                    4.4.6 ไม่ควรสั่งงานซ้ำหลายครั้งควรยืดหยุ่นในเรื่องการส่งงาน หรือให้เพื่อนในกลุ่มช่วยตามแต่มีกฎว่าเพื่อนๆห้ามช่วยทำ
                    4.4.7 ถ้าต้องดุว่าควรจะมีการขอร้องหรือต่อรอง เช่น ช่วยครูหน่อย ครูเหนื่อยที่ต้องดูแลเด็กเยอะ” เป็นต้น
                    4.4.8 ถ้าครูแสดงสีหน้าหรือดุด่าด้วยความโกรธโดยควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่ออารมณ์สงบแล้วบางครั้งอาจจะขอโทษเด็กได้ กรณีหงุดหงิด เหนื่อยครูควรหาทางผ่อนคลาย เช่น เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือหรือคุยกับคนที่พูดคุยได้ เป็นต้น
                    4.4.9 ทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน และขอความร่วมมือในการช่วยกันดูแล จัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน โดยครูบอกกับเด็กคนอื่นในห้องเรียนในขณะที่เด็กสมาธิสั้นไม่อยู่ว่า ให้ช่วยกันดูแล ไม่ทำร้ายเพื่อน จากนั้นครูจะเดินดูแลหรือจัดให้มีกรรมการคอยเช็คชื่อการจัดระเบียบวินัยในห้อง
                    4.4.10 เพิกเฉยในบางการกระทำ
                    4.4.11 เข้าไปพูดดีๆ ด้วยเหตุผล
                    4.4.12 ทำโทษ แต่ ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น จับแยกที่นั่ง ถามเหตุผลเด็กว่าทำไมครูถึงทำโทษ
 

          4.5 ควรชื่มชมสนับสนุนเมื่อเด็กสมาธิสั้นแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่รบกวนชั้นเรียน ยกตัวอย่างเช่น

                    - หนูทำได้ 1 ข้อ ครูก็ดีใจแล้ว ถ้าได้อีก 1 ข้อ ก็จะดีมาก
                    - ช่วงเที่ยงมาหาครูนะ ครูจะช่วยแนะนำให้
                    - ให้รางวัล ชื่นชม ให้กำลังใจ ให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์

          4.6 ปรึกษาหรือพุดคุยกับครูที่มีประสบการณ์หรือครูที่เคยดูแลเด็กสมาธิสั้นเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว

5. แนวทางการติดตามพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียนเด็กจะควบคุมตนเองได้ดีขึ้น 

เมื่อเขาได้รับการบอกกล่าวว่า ความประพฤติที่เขาพยายามปรับปรุงนั้นดีขึ้นมากน้อยเพียงไร และมีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง ครูจึงควรใช้แบบประเมินพฤติกรรม เป็นช่วงสัปดาห์สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของเด็กทุกสัปดาห์ และหาโอกาสพูดคุยกับเด็กถึงการเปลี่ยนแปลงของเขาเป็นระยะว่า เด็กสามารถพัฒนาอะไรขึ้นบ้าง โดยพยายามพูดถึงความก้าวหน้าในทางที่ดี และตามด้วยสิ่งที่เด็กควรแก้ไขเพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี และไม่รู้สึกว่าถูกจับผิด
 

ครูสามารถใช้แบบบันทึกพฤติกรรมร่วมกับการวางแผนพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยใช้การบันทึกพฤติกรรมและติดตามในแต่ละวัน อาจใช้แต้มสัญลักษณ์ เช่น เหรียญหรือบัตร เพื่อช่วยลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ด้วย เช่น เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ครูจะมอบเหรียญหรือบัตรให้แก่เด็ก โดยอาจทำพร้อมกับเด็กทุกคนในชั้นเรียน เมื่อเด็กสะสมเหรียญหรือบัตรได้จำนวนมากพอ สามารถแลกสิทธิพิเศษที่ครูกำหนดไว้ได้ ในทางตรงกันข้ามา หากเด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็จะถูกปรับเหรียญหรือบัตรคืนการให้แต้มนี้อาจเหมาะกับเด็กเล็ก โดยที่การสะสมแต้มเพื่อแลกสิทธิพิเศษ ไม่ควรทิ้งระยะนานเกินไปเพราะเด็กสมาธิสั้นจะหมดความอดทนไปเสียก่อน 

ตัวอย่างสมุดบันทึกพฤติกรรมเป็นช่วงสัปดาห์ (ชาญวิทย์ พรนภดล,2545) พฤติกรรมเด็กแย่ลง ไม่เปลี่ยนแปลง ดีขึ้น ดีขึ้นมาก มีสมาธิ สามารถจดจ่อกับงานที่ทำ นั่งติดที่ พูดจาเหมาะสม มีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครู 

ประโยชน์ของสมุดบันทึกพฤติกรรมสำหรับเด็กสมาธิสั้นนั้น จะช่วยให้ข้อมูลแพทย์ในการติดตามการรักษาและอาการของเด็กที่โรงเรียน ครูสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กชัดเจนยิ่งขึ้น และยังเป็นข้อมูลสำคัญในการสื่อสารกับผู้ปกครอง รวมถึงใช้ส่งต่อข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน ได้อีกด้วย

 

การสร้างพลังแรงใจในตัวเองให้กับเด็ก
การสร้างพลังแรงใจให้ตัวเองมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี สำหรับเด็ก เป็นหน้าที่ พ่อแม่และครูที่ต้องช่วยเด็กในการสร้างพลังแรงใจให้พวกเขาด้วยความรัก เพราะจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความรู้สึกที่คนเรามีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะติดตัวไปตลอดจนเป็นภาพพจน์ของตนเอง เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตนเอง
การที่เด็กจะมีความเชื่อมั่น ความรัก และนับถือตนเองได้ดี เด็กจะต้องมีภาพพจน์ของตัวเอง คือมีความรู้สึกที่ดีให้แก่ตนเองเสียก่อน แล้วความเชื่อมั่นในตนเอง(Self Esteem)จะตามมา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจสำหรับเด็กสมาธิสั้น การสร้างพลังแรงใจด้วยตัวเองและการสร้างความนับถือตนเองเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ทั้งนี้เพราะเด็กมักมีความรู้สึกว่าเขาไม่สามารถเข้ากับคนอื่น ไม่ถูกยอมรับ เด็กสมาธิสั้นมักประสบกับความล้มเหลวและได้รับคำตำหนิติเตียนจากคนรอบข้างครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งทำให้ความรู้สึกดีๆที่เด็กเคยมีต่อตนเองถูกทำลายลงไปเรื่อยๆเมื่อยังเป็นเด็กเล็ก การขาดความรักและการนับถือตนเองอาจไม่ทำให้เกิดปัญหาชัดเจนนัก เเต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นหากต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคใหม่ๆเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดความนับถือตนเองก็จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นอาจจะทำให้เด็กแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ไม่ดีนัก และไม่มีวิธีการง่ายๆที่จะคิดแก้ปัญหาต่างๆได้ อาจกลายเป็น “คนอมทุกข์” มองชีวิตตนเองเศร้าหมอง หรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้
 

คุณครูสามารถช่วยเด็กสร้างพลังแรงใจด้วยตัวเองได้ ดังนี้

1. การให้คำชมเชย
เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เด็กๆชอบ แต่การชมเด็กอย่างมีเทคนิคเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ได้แก่ การเลือกเรื่องที่จะชมเด็ก มีเทคนิคคือ “ให้มองข้อดีของเด็ก และชื่นชมในพฤติกรรมดีทันทีทุกครั้ง” การเลือกคำพูดในการกล่าวชมเช่น “จริงๆแล้ว ป๋องแป๋งก็เขียนรายงานส่งครูได้ดีมากเวลาหนูตั้งใจทำ” การชมที่มากเกินไปไม่ดี เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่จริงและเกิดความสงสัยในตนเอง
 

2. การให้รางวัลแก่เด็ก
สำหรับเด็กวัยประถมขึ้นไป คำชมอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เมื่อชมบ่อยๆเข้า ความตื่นเต้นจะค่อยๆ หมดไปการให้คะแนนสะสมเพื่อให้รางวัลจึงเป็นวิธีที่ดีที่ควรใช้ควบคู่กับคำชม และคะแนนนี้สามารถใช้แลกสิ่งของต่างๆได้ เช่น เงิน ขนม ของเล่นที่สร้างสรรค์ ยกเว้นแผ่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือจำนวนชั่วโมงเล่นเกมเพิ่มขึ้น

3. ช่วยให้พ่อแม่เห็นความสำคัญของการให้รางวัลแก่เด็ก
ความรักและการสร้างความรู้สึกมีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่ต้องการและเป็นคนสำคัญของครอบครัว เริ่มต้น จากที่บ้าน พ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการปรับพฤติกรรมและการให้แรงเสริมอย่างถูกวิธีแก่เด็กเช่นเดียวกันแต่หลายครอบครัวที่พ่อแม่ยังไม่เข้าใจเด็กสมาธิสั้น ไม่รู้จักโรคสมาธิสั้น ไม่เคยให้รางวัล ไม่เคยชม และมักจะเลี้ยงดูเด็กเชิงลบด้วยการดุ ตำหนิ ตี เด็กจะเกิดการรับรู้อารมณ์โกรธของพ่อแม่ตลอดเวลา เกิดความรู้สึกว่าบ้านไม่มีความสุข เด็กอาจคิดมาก เกิดความกังวลว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาและไม่เป็นที่พึงพอใจของคนในบ้านหากคุณครูเป็นผู้รู้ปัญหาและข้อจำกัดของเด็กสมาธิสั้น ควรช่วยสื่อสารให้ความรู้ คำแนะนำแก่พ่อแม่ในการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก และสนับสนุนพ่อแม่ในการให้รางวัลแก่เด็กเพื่อเสริมกำลังใจได้

4. การให้กำลังใจและแรงเสริมอื่นๆแก่เด็ก

          4.1 การยอมรับในตัวเด็ก ได้แก่การยอมรับข้อจำกัดของเด็กสมาธิสั้น และสิ่งที่เด็กทำด้วยความพยายาม อาจไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กทำดี หรือทำในสิ่งที่ครูพอใจเท่านั้น

          4.2 รับฟังความฝันของเด็กบ้าง เช่น อาจถามเขาว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เมื่อเด็กตอบว่าอยากเป็นนักบิน ก็ไม่ควรดูถูกว่าเด็กจะทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าเด็กจะเรียนไม่ดี คิดเลขผิดๆถูกๆและไม่น่าจะขับเครื่องบินได้ แต่ควรเอาความฝันของเด็กมาเป็นตัวกระตุ้นในการปรับพฤติกรรมการเรียนของเด็ก ให้เขามีความพยายามมากขึ้น และอดทนทำในสิ่งที่ยากขึ้น

          4.3 ช่วยเด็กพัฒนาตนเอง โดยชี้ให้เห็นว่า แต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน ให้เด็กพยายามแข่งกับตนเองและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ควรบอกเด็กเสมอว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น”

          4.4 ค้นหาจุดเด่นและฝึกทักษะด้านอื่นๆนอกเหนือไปจากการเรียน แม้เด็กที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะล้มเหลว เพราะความสำเร็จสามารถทดแทนด้วยความสามารถพิเศษด้านอื่นๆ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ งานประดิษฐ์ งานช่าง ความมีน้ำใจ ฯลฯ

          4.5 ให้ความเชื่อมั่นว่าเด็กทำได้ บอกกับเด็กโดยตรงว่า “ครูเชื่อมั่นว่าหนูทำได้” เพื่อกระตุ้นให้เด็กก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

 

"ให้ชมก่อนแล้วค่อยแทรกคำแนะนำที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่”

 

ครู มีความสำคัญมาก เปรียบเสมือนแม่คนที่สองของเด็ก ในการให้ความรู้ สอนทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ความเมตตาช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นของคุณครูนับเป็นความช่วยเหลือที่มีคุณค่าต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคมไทยเพื่อให้เด็กไทยในวันข้างหน้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติสืบไป


Ref : http://www.trueplookpanya.com/




ปัจจัยแห่งความล้มเหลว ในการปฏิรูปการศึกษาไทยคืออะไร โดย เพชร เหมือนพันธุ์

โพสต์1 ธ.ค. 2559 01:52โดยkm _srk   [ อัปเดต 1 ธ.ค. 2559 01:53 ]


ปัจจัยแห่งความล้มเหลว ในการปฏิรูปการศึกษาไทยคืออะไร โดย เพชร เหมือนพันธุ์


 จําเลยของความล้มเหลวทางการศึกษาไทยที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอด คือ การไม่กระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปให้ท้องถิ่น การกระจายอำนาจจึงเป็นปัจจัยทางความเชื่ออย่างหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความล้มเหลว การไม่กระจายอำนาจจึงตกเป็นจำเลยทุกครั้ง การจะปฏิรูปการศึกษาจึงต้องกลับไปรื้อโครงสร้างของกระทรวงฯ แล้วก็ออกแบบการกระจาย อำนาจตามแบบของบางประเทศ ส่วนปัจจัยที่เป็นจำเลยอื่นๆ คือ คุณภาพของครู วิธีสอนของครู หลักสูตร การวัดประเมินผล
 

         การกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะคำว่าท้องถิ่น (Local) ของไทยกับท้องถิ่นในต่างประเทศนั้นไม่เหมือนกัน ในต่างประเทศท้องถิ่นหมายถึงรัฐบาลของท้องถิ่น (State Government หรือ Province Government) ส่วนท้องถิ่นของไทยเป็นแบบ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (Local Administrative Organization) สังกัดที่กระทรวงมหาดไทย การเกิดหรือที่มาของท้องถิ่นของต่างประเทศกับของไทยก็ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนตำบล และองค์การปกครองส่วนจังหวัดของเรา เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มีอายุได้ไม่ถึง 20 ปี วัฒนธรรมองค์กรยังไม่เข้มแข็ง ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นของต่างประเทศ (State Government) เขาสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง สามารถกำหนดอนาคตของคนในชุมชนของท้องถิ่นตนเองได้โดยคณะผู้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น ที่คนในท้องถิ่นที่คนในชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้เลือกเข้ามา เพื่อมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลของท้องถิ่น (Local Government หรือ Province Government)
 

         ประเทศที่พอมองเห็นความเป็นองค์กรบริหารของท้องถิ่นที่ชัดเจน เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น เขากระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปให้ท้องถิ่นดูแลรับผิดชอบได้ถูกต้องเพราะท้องถิ่นเขามีวัฒนธรรมองค์กรมานาน
 

         ท้องถิ่นของประเทศไทย ถูกปกครองโดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ของกระทรวงมหาดไทย บริหารงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้ดูแลสูงสุดคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นการกระจายอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการของไทยไปให้ท้องถิ่นจึงไปไม่ถึงท้องถิ่น เพราะสุดท้ายแล้วกลับคืนมาอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เปลี่ยนจากกระทรวงศึกษาธิการ ไปอยู่กระทรวงมหาดไทย เป็นการพายเรือในอ่าง
 

         นักวางแผนทางการศึกษาใน คสช.บอกว่า จะกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปให้กับ กรรมการการศึกษาจังหวัด (กศจ.) ซึ่งเป็นองค์กรท้องถิ่นของจังหวัดจริงๆ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย ไม่ทราบว่าจะทำให้เชื่อได้อย่างไร เพราะเห็นรายชื่อแล้วไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในการจัดการศึกษาบุคลากรที่มาทำงานเป็น กศจ. เป็นคณะบุคคลที่ถูกผู้มีอำนาจแต่งตั้งมา จึงไม่ได้เป็นตัวแทนขององค์กรทางการศึกษาใดในจังหวัด ไม่ได้เป็น Stakeholder หลายคนเป็นได้เพียงผู้รอรับการบริโภค (Consumer)แต่ถูกเลือกให้เข้ามาควบคุมการผลิตยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะขบวนการจัดการศึกษาต้องใช้มืออาชีพ จะใช้เพียงความรู้สึกไม่ได้ หากในอนาคตจะมีการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกกรรมการการศึกษาจังหวัด คุณสมบัติของสมาชิกจะต้องมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง (Real Stakeholder) หรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาในจังหวัดอย่างแท้จริง
 

         บทเรียนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ตัวอย่างองค์กรที่ผู้มีส่วนได้เสียจริงๆ หรือ Real Stakeholder ที่ไม่ประสบผลสำเร็จของไทย คือ กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ แม้ว่าจะถูกเลือกมาจากผู้ที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ (สมาชิกสหกรณ์) แต่เมื่อได้รับเลือกมาเป็นแล้ว บางส่วนบางคน ก็ยังเข้ามาถอนทุนคืน รับโบนัสยังไม่พอ เบี้ยประชุมอนุกรรมการทุกอย่างเบิกเงินได้ทุกการประชุม วันละหลายๆ ฟลอร์ ก็จะต้องเบิกเบี้ยประชุมทุกฟลอร์ ดูแลแต่ผลประโยชน์ของตนเอง
 

         ส่วนเรื่องให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลนั้น ควรทำนานแล้วและควรให้เป็นนิติบุคคลได้จริง ไม่ใช่ยื่นให้แล้วชักคืนเหมือนเอาเหยื่อเสียบเบ็ดไว้ล่อปลา พอปลาจะกลืนก็ดึงเหยื่อคืน ที่เห็นและเป็นมาเป็นแบบนั้น เพราะโรงเรียนไม่เป็นนิติบุคคลจริง การใช้เงินงบประมาณก็ไม่มีอิสระต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงบประมาณ งานบุคคลก็ไม่มีอิสระจะย้าย จะบรรจุ จะแต่งตั้งคนอื่นทำให้หมด งานวิชาการก็ยังส่งคนมาครอบ แล้วบอกว่าให้เป็นนิติบุคคล ไม่รู้ว่าจะเป็นได้กี่เปอร์เซ็นต์ แม่ทัพหากไม่มีอิสระสั่งการก็จะมีแต่แพ้เท่านั้น การศึกษาไทยเป็นเช่นนั้น
 

         ส่วนคณะกรรมการสถานศึกษา ที่จะให้เข้ามามีอำนาจเลือกผู้บริหาร เลือกบรรจุโยกย้ายครูยิ่งน่าเป็นห่วง ปัจจุบัน ในโรงเรียนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกล จะหาคนมาเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาก็หาได้ยาก ต้องไปขอร้องอ้อนวอนให้มาเป็น นี่เห็นว่าจะติดปีกให้กับกรรมการศึกษาอีก จะให้ไปอบรม ไปเรียนเพิ่มเติม ดูแล้วน่าเป็นห่วงยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการแทนที่จะดูแลแต่การศึกษาในโรงเรียน กลับจะต้องมาดูแลให้การอบรมกับคณะกรรมการสถานศึกษาอีก เมื่อได้เป็นแล้วก็จะมาเรียกร้องสิทธิอีก น่ากังวลยิ่ง ออกแบบให้ดีก็แล้วกัน บ้านอื่นประเทศอื่นเขาตั้งกรรมการสถานศึกษาไม่ยากเลย ไปดูตัวอย่างเวียดนามได้ เขาเอาตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนในชั้นเรียนของโรงเรียนนั้นแหละเลือกกันเองเข้ามาเป็นคณะกรรมการการศึกษา
 

         นโยบายที่ให้เรียนฟรีไปถึง 15 ปี จัดการศึกษาแบบให้เปล่าตั้งแต่วัยเยาว์จนจบชั้น ม.ปลาย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมเด็กก่อนวัยเรียนในชนบทจะได้ไม่ถูกทิ้ง แต่ให้ระวังเพราะเด็กก่อนวัยเรียน มีแต่กิจกรรมการเล่นเพื่อเตรียมความพร้อม ส่งเสริมในสิ่งที่เด็กให้ความสนใจ พัฒนาตามพัฒนาการของเด็ก
 

         แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็ก ม.ต้นถูกทิ้ง ครูและโรงเรียนไม่ให้ความสนใจ ทำให้เด็กขาดทักษะที่จะเรียนรู้ทักษะชีวิตที่จำเป็นในการดำรงชีพ การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นควรให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติ ได้ฝึกงาน เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากดู อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากมีส่วนร่วม อยากช่วย อยากแสวงหาอาชีพที่แปลกใหม่อย่างท้าทาย มีพลังงานเหลือเฟือ เด็กใน ม.ต้นสมควรได้ฝึกงาน ฝึกการทำงานในสถานประกอบการจริงเพื่อให้ได้สัมผัสกับโลกอาชีพ ส่วนชั้น ม.ปลายต้องได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตใน ศตวรรษที่ 21 เด็กแต่ละคนต้องรู้ว่าในอนาคตเขาควรจะไปประกอบอาชีพอะไรตั้งแต่อยู่ในระดับชั้น ม.4 แล้วเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องรู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
 

         ในระดับชั้น ม.ต้น เด็กของเกาหลีใต้ ในญี่ปุ่น เด็กจะได้ออกไปศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง และได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริง เด็กเกาหลี 1 ภาคเรียนเด็กจะได้ออกไปดูงานในสถานประกอบการจริงประมาณ 20 ครั้ง เด็กญี่ปุ่น ในระดับชั้น ม.1 เด็กและผู้ปกครองจะมองหาสถานที่ฝึกงานให้ลูกตลอดปีการศึกษา พอขึ้นชั้น ม.2 เด็กจะได้ออกไปฝึกงานในสถานประกอบการที่นักเรียนร่วมกับพ่อแม่ ครู และโรงเรียนได้ร่วมกันเลือก โดยโรงเรียนต้องไปสร้างสายสัมพันธ์ไว้กับสถานประกอบการในชุมชนไว้หลายๆ แห่งเพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการให้การศึกษาแก่เยาวชนด้วย เด็ก ม.2 ของญี่ปุ่นแต่ละคนจะได้ฝึกงานไม่น้อยกว่า 5 วัน เด็กของประเทศสิงคโปร์ (ชั้นมัธยมศึกษามีอยู่พียง 4-5 ปี) เด็กจะได้ออกไปฝึกงานในสถานประกอบการจริงทุกคน มีเด็กบางคนเมื่อเรียนจบชั้น ม.ปลายแล้วสามารถออกไปทำงานได้เลย แต่ขณะทำงานเด็กสิงคโปร์ก็ยังต้องการเรียนหนังสือในระดับที่สูงขึ้นตลอดเวลา
 

         หลักสูตรและวิธีสอนในสถานการศึกษาไทยในปัจจุบัน เป็นความรู้และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 19?20 มันตกสมัยไปแล้ว การจัดการเรียนการสอนยุคนั้นคือการยัดไส้กรอก วิทยาการต่างๆที่มีอยู่ในหลักสูตรครูจะหยิบมายัดใส่หรือบรรจุลงไปในสมองของเด็กให้ครบถือว่าสอนจบหลักสูตร ส่วนเวลาสอบวัดประเมินผลก็ ให้สอบวัดประเมินผลว่า สิ่งที่ครูยัดความรู้เข้าไปในสมองเด็กยังเหลืออยู่ครบหรือไม่เพียงใด
 

         การวัดผลการเรียนรู้ระบบเก่า เครื่องมือที่ใช้สอบวัดความรู้ของเด็ก คือ ข้อสอบแบบ ปรนัย ซึ่งแพร่หลายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จนถึงปัจจุบัน มีอายุนับได้ถึงครึ่งศตวรรษ 50 ปีหรือ 5 ทศวรรษ ตกสมัยไปแล้ว หากเปรียบข้อสอบปรนัยเป็นเครื่องมือจับปลา ก็คงจะเปรียบได้เพียงสวิงจับปลาเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถจังปลาตัวใหญ่เช่นปลาช่อน ปลาชะโด ปลาบึก หรือปลาวาล การวัดผลการศึกษาไทยจึงจับได้แต่ปลาเล็กปลาซิวปลาสร้อย
 

         ตัวอย่างของประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการสอบวัดผลเช่น ฟินแลนด์ เยอรมัน หรือเวียดนาม ข้อสอบจะเป็นแบบอัตนัย ส่วนปรนัยแทบไม่มีใช้ในการสอบวัดประเมินความรอบรู้ของนักเรียน ในฟินแลนด์ข้อสอบที่เป็นซอยส์ แทบไม่มีให้เห็นเพราะเข้าใช้ขอสอบอัตนัยทั้งนั้น ผู้เขียนมีลูกไปเรียนเยอรมัน 3 คน ลูกบอกว่าข้อสอบ ปรนัยไม่มีเลยพ่อ ส่วนการสอบวัดผลในประเทศอังกฤษ ท่าน นายแพทย์ธีรเกียรติ์ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.กระทรวงศึกษาฯ ท่านบอกว่า ส่วนมากใช้ข้อสอบแบบอัตนัยทั้งนั้น แล้วประเทศไทยจะเลิกใช้ข้อสอบปรนัยได้หรือยังครับ
 

         ประเทศที่ประสบผลสำเร็จเขาจะเรียนในห้องเรียนน้อยที่สุด เวลานอกนั้นเอาไปเรียนนอกห้องเรียน เอาไปฝึกงานเพื่อให้เกิดทักษะ ให้เด็กได้ทำกิจกรรมได้เล่นให้เล่นแบบมีโครงสร้าง (แบบญี่ปุ่นซึ่งต้องมีการวางแผนการเล่นและต้องเล่นเพื่อวังชัยชนะทุกครั้ง) เอาเวลาเรียนในห้องลงหรือออกไปฝึกงานภาคสนามหรือภาคลงมือปฏิบัติจริง ให้เด็กได้ลงมือทำจริง ได้วางแผนการทำงาน ได้แก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงาน และจะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตอย่างแท้จริง
 

         สังคมไทยต้องกล้าที่จะต้องพูดความจริงกล้าที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ต้องใช้ความจริงมาตัดสินใจ อย่าใช้เพียงความรู้สึกหรือคิดเอาเอง กล้าบอกให้รู้ว่าการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ผ่านมาในอดีตนั้น ไม่ใช้การศึกษาเป็นเพียงการกรอกความรู้ให้เด็ก เด็กไทยจึงคิดอะไรไม่ได้ แก้ปัญหาไม่เป็น รอคำสั่ง ไม่อดทน ไม่มีความรับผิดชอบ ฯ


Ref : http://www.trueplookpanya.com/



ประเทศที่ประสบความสำเร็จเขาดูแลครูอย่างไร

โพสต์1 ธ.ค. 2559 01:49โดยkm _srk   [ อัปเดต 1 ธ.ค. 2559 01:55 ]


ประเทศที่ประสบความสำเร็จเขาดูแลครูอย่างไร


การปฏิรูป การลงทุน คุ้มหรือไม่กับคุณภาพการศึกษาที่ปรากฏ
 

ระบบการศึกษาของไทยกำลังอยู่ในช่วงการปฏิรูปซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ด้วยวัตถุประสงค์มุ่งมั่นจะปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและขับเคลื่อนประเทศให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในภูมิภาค (Bhaopichitr et al., 2012) โดยมีตัวชี้วัดเป็นผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่ปรากฏในการประเมินต่าง ๆ แต่หลังจากผ่านไปนับทศวรรษทั้ง ๆ ที่รัฐได้ลงทุนทุ่มงบประมาณไปมหาศาล แต่ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นับตั้งแต่การประเมินของ PISA ในปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมาจนถึง ค.ศ. 2012 นักเรียนไทยวัยจบการศึกษาภาคบังคับยังไม่สามารถทำผลการประเมินให้เป็นที่น่าพอใจ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความผิดหวังที่เยาวชนอายุ 15 ปี ยังมีสมรรถนะล้าหลังประเทศอื่น ๆ อยู่มาก ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการเรียนที่ต่างกันหลายปีหรือไม่สามารถเทียบได้กับความคุ้มค่าของงบประมาณที่รัฐได้ลงทุนไปทางการศึกษา ทำให้นักวิเคราะห์เรียกสถานการณ์ทางการศึกษาของไทยว่า Thailand Educational Paradox หรือ Thai Paradox (Fry et al., 2013; Patrinos, 2015)
 

เงินใช่ตัวทำนายผลการศึกษาเสมอไปหรือไม่
 

ทรัพยากรการเงินและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่รัฐได้ทุ่มงบประมาณลงไป อาจไม่ใช่ตัวแปรที่ส่งผลกระทบสูงสุด ข้อสังเกตที่ได้จากผลการประเมิน PISA คือ โดยทั่วไปจะคาดหวังว่าประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง (หมายถึง ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีค่า GDP สูงกว่า 20,000 USD) และมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูง นักเรียนมักมีผลการประเมินสูง เพราะสามารถจัดหาทรัพยากรได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม หลายกรณีชี้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป (OECD, 2013a) ข้อมูลยืนยันว่า เงินไม่ใช่ตัวทำนายผลการศึกษาเสมอไป แต่มีตัวแปรอื่น ๆ ที่มีบทบาทสูงกว่า ซึ่งได้แก่ ครูคุณภาพสูง ทรัพยากรการเรียน การกระจายทรัพยากร การใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทางการเรียน
 

ไม่มีครูคุณภาพสูง-คุณภาพการศึกษาจะสูงได้อย่างไร
 

ระบบการศึกษาจะมีคุณภาพสูงเพียงใดย่อมขึ้นกับคุณภาพของครู เพราะคุณภาพของครูคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน (OECD, 2013a) ระบบการศึกษาของประเทศกลุ่มคะแนนสูงมักให้ความสำคัญอันดับแรกแก่ครู โดยเลือกใช้ครูคุณภาพเหมาะสมหรือครูคุณภาพสูง (Qualified teachers) ซึ่งระบบโรงเรียนไทยยังคงขาดแคลน ยิ่งไปกว่านั้นครูทั่วไปก็ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า ที่ต้องดำเนินการทั้งเรื่องการจัดหาและการพัฒนาครูให้มีคุณภาพสูง
 

ในสถานภาพปัจจุบัน ดัชนีการขาดแคลนครูของไทย (0.94) สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD มาก (ดัชนีเฉลี่ย OECD ตั้งค่าที่ 0.0) สำหรับค่าเฉลี่ย OECD ดัชนีการขาดแคลนครูมีความสัมพันธ์กับคะแนนคณิตศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ เมื่อค่าดัชนีเปลี่ยนไปหนึ่งหน่วย คะแนนคณิตศาสตร์จะเปลี่ยนไป -10.2 คะแนน เมื่อพิจารณาระบบโรงเรียนไทยมีเฉพาะโรงเรียนสาธิตเท่านั้นที่ไม่ขาดแคลนครู กลุ่มโรงเรียนที่ขาดแคลนครูสูงที่สุด คือ กลุ่ม สพป. (ค่าดัชนีเท่ากับ 1.53) รองลงมาคือกลุ่มโรงเรียนเทศบาล และกลุ่มโรงเรียน สพม. (ค่าดัชนีเท่ากับ 1.04 และ 1.02 ตามลำดับ) ค่าดัชนีการขาดแคลนครูของไทยยังเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านมาอีกด้วย (จากค่าดัชนีเฉลี่ย 0.79 ใน PISA 2009 เพิ่มเป็น 0.94 ใน PISA 2012) (ดังรูป 1)
 

ระบบโรงเรียนไทยไม่เพียงแต่ขาดแคลนครูวิชาเฉพาะเท่านั้น หากยังขาดแคลนครูที่สอนวิชาทั่ว ๆ ไปอีกด้วย ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าโรงเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำและโรงเรียนในชนบท ซึ่งได้แก่ โรงเรียนสังกัด สพฐ. (กลุ่ม สพป.) มีการขาดแคลนครูสูงที่สุด นอกจากนั้นผลการศึกษายังพบความสัมพันธ์ระหว่างการขาดครูและปัญหาทางระเบียบวินัยอีกด้วย

 

รูป 1 การขาดแคลนครูของโรงเรียนต่างกลุ่ม-การเปลี่ยนแปลงจาก PISA 2009 ถึง PISA 2012



ประเทศที่ประสบความสำเร็จเขาจัดการเกี่ยวกับครูอย่างไร
 

ระบบโรงเรียนของประเทศที่ประสบความสำเร็จ (ประเทศคะแนนสูง) เน้นการยึดหลักปฏิบัติสามประการเกี่ยวกับครู ได้แก่ (1) เอาคนที่ดีที่สุดมาเป็นครู (2) เก็บครูที่ดีไว้และเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากครู (3) ทำให้ครูก้าวเข้าไปทันทีที่เห็นว่านักเรียนกำลังมีปัญหาหรือจะล้าหลังเพื่อน (McKinsey Report, 2007) จึงเห็นได้ว่าในระบบเหล่านี้ เริ่มคัดคุณภาพของครูตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาสู่อาชีพครู สิ่งที่ระบบโรงเรียนของไทยควรต้องทำควบคู่กันไปคือ การปรับปรุงยกระดับคุณภาพครูประจำการที่มีอยู่แล้วในระบบ ทั้งการฝึกอบรมตามภารกิจเฉพาะหน้า การพัฒนาวิชาชีพควบคู่กับผลิตครูใหม่ที่มีคุณภาพสูง ตารางข้อมูลข้างล่างนี้อาจช่วยสะท้อนถึงครูในระบบการศึกษาของไทย



ปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญหน้า คือ คนรุ่นใหม่เกือบไม่มีใครอยากเป็นครู จากการสำรวจของ PISA 2006 ค่าเฉลี่ย OECD มีนักเรียนเพียง 5% (ชาย 3% หญิง 6%) เท่านั้นที่อยากเป็นครู และนักเรียนไทยก็อยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยนี้ (ชาย 2% หญิง 5%) ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนรวมทั้งนักเรียนไทยที่ตอบว่า อยากเข้ามาสู่อาชีพครูเป็นนักเรียนที่มีผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มีผลการประเมินทั้งวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านต่ำกว่านักเรียนที่ต้องการไปสู่อาชีพอื่น ยกเว้นในฟินแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ที่นักเรียนเก่งอยากเป็นครู (OECD, 2013a) เรื่องนี้อาจท้าทายให้ระดับนโยบายต้องทำงานหนักขึ้นในการสร้างกลยุทธ์ที่จะดึงดูดคนเก่งและนักเรียนชายเข้ามาสู่อาชีพครูให้มากขึ้น
 

กลุ่มประเทศคะแนนสูงเขาดูแลครูอย่างไร
 

กลุ่มประเทศคะแนนสูง ถือว่าครูเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งยวดในการเรียนรู้ของนักเรียน ครูคือผู้ที่ได้สัมผัสกับนักเรียนทุกวันและเป็นผู้ที่ทำให้นักเรียนได้รับความรู้ตามที่คาดหวังว่าจะต้องรู้อะไรบ้างเมื่ออยู่ในโรงเรียน นอกจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการเข้ามาสู่อาชีพครูและคุณภาพของการฝึกอบรมที่ครูได้รับจะมีความสำคัญอย่างยิ่งแล้ว นโยบายของประเทศกลุ่มคะแนนสูง การดึงดูดครู การพัฒนา และการเก็บรักษาครูไว้ในระบบได้รับการจัดอันดับความสำคัญอันดับต้น ๆ ของนโยบายสาธารณะ (OECD, 2005; McKinsey Report, 2007)
 

ในหลายประเทศที่มีคะแนนสูง ครูมีสถานะทางสังคมสูงมากและสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ เช่น ครูในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ จีนไทเป เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ (McKinsey; TEDS-M) สำหรับสังคมตะวันออกเป็นสังคมที่มีอิทธิพลของขงจื๊อ ศาสนาพุทธ ซึ่งครูคือปูชนียบุคคลที่เคยได้รับการยกย่องจากสังคมอยู่แล้ว แต่ครูไทยปัจจุบันมีสถานะทางสังคมเกือบจะอยู่ต่ำที่สุดบนสเกลวิชาชีพ
 

ผลการศึกษาวิจัยที่ PISA พบ ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ประเทศที่มีผลการประเมินสูงมีแนวโน้มที่จะให้ลำดับความสำคัญกับการให้ค่าตอบแทนสูงแก่ครูมากกว่าเรื่องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีรายได้สูง ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีค่า GDP สูงกว่า 20,000 USD (PPP) ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศสมาชิก OECD เกือบทั้งหมด
 

ประเทศที่จ่ายค่าตอบแทนครูมีสัดส่วนสูง เมื่อเทียบกับค่ารายได้ประชาชาติ (%GDP) ประเทศเหล่านั้นมักมีผลการประเมินคณิตศาสตร์สูง ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้งสองที่พบในประเทศที่มีรายได้สูงมีค่า 0.40 มีนัยสำคัญทางสถิติ (OECD, 2013a) ในทางกลับกัน ประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่ำกว่า 20,000 USD (PPP) ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย พบว่า ผลการเรียนรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับค่าตอบแทนครูที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ประชาชาติ (%GDP) ทั้งนี้เพราะข้อมูลชี้บอกปริมาณของทรัพยากรการเรียนอื่น ๆ ยังมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการเรียนการสอนของครู การเพิ่มเงินเดือนครูจึงไม่อาจช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ จึงต้องปรับปรุงให้มีทรัพยากรอย่างน้อยให้ถึงขั้นต้นของประเทศที่มีทรัพยากรสูงก่อน



แม้ว่าค่าตอบแทนอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดและสถานะทางสังคมอาจมีค่าสูงกว่าก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดครูควรมีรายได้ที่สะท้อนความเป็นจริงของค่าครองชีพ เพื่อไม่ต้องดิ้นรนสอนพิเศษที่รับเงินจากนักเรียน เพราะพฤติกรรมการสอนพิเศษนี้ทำให้ความน่ายกย่องของครูและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนหมดไป
 

จุดยุติ (End Point)
ครูคือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา โรงเรียนไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างครูคุณภาพสูงและมีการกระจายทรัพยากรครูอย่างเป็นธรรมให้กับโรงเรียนที่ด้อยเปรียบ การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรมนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา (OECD, 2005)

ปลาขึ้นมาอยู่เหนือน้ำไม่ได้ฉันใด คุณภาพของการศึกษาก็ไม่สามารถสูงไปกว่าคุณภาพของครูได้ฉันนั้น


Ref : http://www.trueplookpanya.com/


การบริหารโรงเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาทั้งระบบ

โพสต์1 ธ.ค. 2559 01:41โดยkm _srk   [ อัปเดต 1 ธ.ค. 2559 01:42 ]


การบริหารโรงเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาทั้งระบบ


ดร. สามารถ รอดสำราญ
ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
และประธานศูนย์สะเต็มศึกษาภาคกลางตอนล่าง
 

โดย สินีนาฎ ทาบึงกาฬ ผู้ชำนาญด้านการประชาสัมพันธ์
ฝ่ายสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ สสวท.
 

โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม เป็นโรงเรียนที่ชูธงจัดการเรียนการสอนตามแนวทางสะเต็มศึกษาทั้งระบบ และได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เห็นผลชัดเจนพร้อมทั้งประกาศตัวเป็นโรงเรียนผู้นำสะเต็มศึกษาโดยมีรอยยิ้มของนักเรียน ความสุขของครูในการเรียนรู้ร่วมกันและความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้แก่นักเรียนร่วมเป็นแรงบันดาลใจให้ขับเคลื่อนงาน ภายใต้การบริหารของ ดร.สามารถ รอดสำราญ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย และประธานศูนย์สะเต็มศึกษาภาคกลางตอนล่างของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
 

ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย เล่าว่า โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยนั้น เป็นโรงเรียนโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์อยู่แล้ว และมีการพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบตลอด นักเรียนของโรงเรียนได้เรียนสะเต็มศึกษาทุกชั้นทุกห้องครูทุกคนรวมทั้งครูอัตราจ้าง ทุกรายวิชา ได้รับการอบรมด้านสะเต็มศึกษาฉะนั้นครูทุกคนสอนสะเต็มได้
 

“ตอนแรกที่นำสะเต็มศึกษาเข้าสู่โรงเรียน ผมได้คุยกับครูว่าเราจะจัดสะเต็มศึกษาให้แก่นักเรียนห้องเรียนพิเศษ ตามหลักสูตร สสวท. แต่พอประชุมแล้ว ครูทั้งโรงเรียนสนับสนุนจึงได้จัดการเรียนการสอนตามแนวทางสะเต็มศึกษาทั้งโรงเรียน”




สะเต็มศึกษาทั้งระบบในโรงเรียนเกิดขึ้นได้เพราะเกิดการยอมรับและเห็นความสำคัญในแนวทาง สะเต็มศึกษา บุคลากรทั้งโรงเรียนมีความเชื่อมั่นและมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่าสะเต็มศึกษาจะส่งผลให้นักเรียนประสบความสำเร็จในอนาคต
 

สะเต็มศึกษาของโรงเรียนเริ่มต้นที่การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) นักเรียนทุกคนได้ทำกิจกรรมกลุ่ม ร่วมกันสร้างสรรค์และเข้าสู่ขั้นการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem – based Learning : PBL) นักเรียนทุกคนได้รับโจทย์ เพื่อพัฒนาอาชีพของผู้ปกครองเป็นการต่อยอดจากการฟักตัวด้านสะเต็มมาแล้วกว่า 2 ปี เพื่อพัฒนาชุมชนจากนั้นได้ส่งสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมเข้าประกวดในเวทีต่างๆ
 

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวทางสะเต็มศึกษาใช้มาตรฐานตัวชี้วัดของกลุ่มสาระหลักที่จัดในช่วงนี้ คือ วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ โดยไม่แยกรายวิชา เรียนรู้ร่วมกันครั้งละ 3 ชั่วโมง เทอมละ 2 ครั้ง มีคะแนนมาตรฐานตัวชี้วัด นักเรียนแต่ละห้องมี STEM Club มีนักเรียนมาเป็นผู้ช่วยครู
 

โรงเรียนมีชุดการสอนสะเต็มศึกษา เทอมละ 1 ชุด รวม 12 ชุด ถ้าหาดโรงเรียนใดสนใจเข้าไปดูในเว็บไซต์โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยได้ตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งชุดการสอน เทปวีดีโอ ภาพการสอนและภาพกิจกรรมการศึกษาดูงานของแต่ละหน่วยงาน และในอนาคตเราจะทำสะเต็มเข้าสู่ขั้นสุดท้ายตามที่บอกคือ ก้าวสู่การแก้ปัญหาชีวิตประจำวันและพัฒนาอาชีพ ทุกปีเด็กต้องเขียนยกย่องอาชีพผู้ปกครองและหาวิธีการที่จะพัฒนาอาชีพของผู้ปกครองได้อย่างไรอันนี้จะไปช่วยผู้ปกครองได้ และทำประโยชน์เพื่อสังคม
 

ก่อนหน้านี้โรงเรียนได้จัดสอนตามแนวทางสะเต็มศึกษาทุกวันอยู่แล้วแต่หลังจากนโยบายสะเต็มศึกษาแห่งชาติก็เกิดผลกระทบเหมือนเป็นสึนามิสะเต็มกับโรงเรียน โรงเรียนจึงได้เพิ่มความเข้มข้นด้านสะเต็มศึกษา โดยเปิดกิจกรรม STEM Day ทุกวันพุธ มีการจัดวิทยากรหลักว่างไว้ให้จัดห้องที่ทำกิจกรรมสะเต็มไว้ เรามีอาคารสะเต็มศึกษาแล้วเพื่อให้ครูและผู้สนใจได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง



“ผมคิดว่า โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย กำลังพัฒนาจากศูนย์ภาคกลางตอนล่าง มาเป็นโรงเรียนแกนนำสะเต็มศึกษาในอนาคตอันใกล้ มีครูผ่านการอบรมพันกว่าคนมีโรงเรียนเครือข่าย 108 แห่ง มี มหาวิทยาลัยเครือข่าย 8 มหาวิทยาลัยที่มาดูงาน และให้ศูนย์ ฯ จัดอบรมให้ด้วยโดยเราเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพราะมหาวิทยาลัยทำหน้าที่รับเด็กที่ส่งต่อจากเรา และในปี 2559 มีการประกาศให้ 323 โรงเรียนทั่วจังหวัดนครปฐม ทั้งระดับประถมศึกษามัธยมศึกษา สังกัดเอกชน และเทศบาล ให้เป็นโรงเรียนสะเต็มศึกษาโดยมีโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย เป็นหลัก เรามีทั้ง Core Trainer Local Trainer เต็มโรงเรียน ไปเดินสายเป็นวิทยากรทั่วประเทศ รวมถึงผู้อำนวยการด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ได้เป็นเพียงโรงเรียนแกนนำแต่เป็นโรงเรียนผู้นำสะเต็มศึกษา”
 

หลังจากเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาทั้งระบบ นักเรียนได้มีโอกาสเป็นตัวแทนในการนำเสนอโครงงานนานาชาติ ตอนนี้เรามีผลงานนวัตกรรมใหม่ของนักเรียน เช่น เครื่องปอกข้าวหลาม เครื่องปอกทุเรียน ซึ่งขณะนี้โรงเรียนได้เชื่อมโยงสู่โครงการโครงการสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์สำหรับเยาวชนไทย หรือ E2STEM ของ สสวท. เราอยากทำการค้าออนไลน์ ต่อไปเราจะพัฒนาโครงการการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก
 

นอกจากนั้นโรงเรียนมีห้องเรียนร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 6 ห้องเรียนมาสอนทุกวันศุกร์ มีห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ธุรกิจอาหารธุรกิจเพื่อการส่งออกสมัยใหม่ ซึ่งสถาบันปัญญาภิวัฒน์จะรับช่วงต่อจากเราถ้า นักเรียนเลือกเรียนกับเขา




โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ให้ทุนพยาบาลเรียนฟรี และรับทำงานต่อเลย 20 ทุนต่อปี นักเรียนจากวงดนตรีลูกทุ่ง
ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักร้อง แดนเซอร์ ได้เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมฟรี วงดนตรีของโรงเรียนได้นำผลงานขึ้นยูทูปก็สามารถได้รับการสนับสนุนให้เดินทางไปต่างประเทศด้วย นักฟุตบอลเคยมีโอกาสไปฝึกอบรมที่สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1 เดือน ซึ่งคิดว่า อนาคตอันใกล้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยจะไม่ตกงาน

ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย กล่าวต่อไปว่า ความประทับใจจากการทำงานขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา เกิดขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มของนักเรียนเวลาที่ได้เรียนชั่วโมงสะเต็ม ได้เห็นความสุขของครูที่ไม่ได้สอนเฉพาะเนื้อหาในระบบเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็นครูกับนักเรียนทำกิจกรรมบูรณาการร่วมกันโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยจึงไม่ได้เป็นเพียงโรงสอนแล้วแต่เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ร่วมกันและประทับใจที่ได้เห็นอนาคตอาชีพของนักเรียนชัดเจนขึ้น


ผมเป็นลูกหลานคนจีน ทอนแบงก์ร้อยได้ก่อนเข้า ป. 1 ขายของ หุงข้าวได้ก่อนไปโรงเรียน ผมเป็นครูที่จบเอกคณิตศาสตร์ เพราะพ่อแม่อยากให้รับราชการ เมื่อมีโอกาสมารับราชการ รู้อย่างเดียวว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด จึงอยากให้นักเรียนทุกคนมีอาชีพและคิดว่าตัวเองเป็นครูตลอดเวลา ผมจะเป็นผู้ช่วยครูกับนักเรียนให้ดีที่สุดจะสร้างสวัสดิการการศึกษาและขวัญกำลังใจให้แก่ครูและนักเรียนและจะเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนครูกับนักเรียนตลอดไป”

Ref : http://www.trueplookpanya.com/



โรงเรียนแบบไหนที่สร้างเด็กให้ฉลาด

โพสต์1 ธ.ค. 2559 01:28โดยkm _srk   [ อัปเดต 1 ธ.ค. 2559 01:34 ]


โรงเรียนแบบไหนที่สร้างเด็กให้ฉลาด


เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้เขียนทฤษฎีพหุปัญญา กล่าวว่า เรามีความฉลาดหลายด้านไม่ใช่แค่ความฉลาดเพียงด้านไอคิวเท่านั้น ท่านได้กล่าวว่า คนเราเกิดมามีความฉลาดที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าคนไหนฉลาดกว่ากัน ทฤษฎีของท่านได้เผยแพร่ไปทั่วโลก และทำให้หลายคนตระหนักว่าทุกคนมีความฉลาดที่แตกต่างกัน ตามทฤษฎี Multiple Intelligences และเมื่อไม่นานมานี้ ท่านได้กล่าวว่าประเทศอเมริกาต้องกลับมาเรียนรู้จากโรงเรียนที่ฟินแลนด์ เพราะที่นั่นมีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพมาก
 

ประเทศฟินแลนด์นับได้ว่ามีประวัติทางการศึกษาที่หลายคนต้องทึ่ง เพราะได้รับคะแนนสูงสุดทางด้านการศึกษาเปรียบเทียบกับโรงเรียนทั่วโลก มาศึกษาดูว่า ประเทศฟินแลนด์มีเคล็ดลับอย่างไรในการดูแลเด็ก ที่ฟินแลนด์เด็กจะไม่ได้รับการฝึกทางด้านของวิชาการที่เป็นแบบแผน จนกระทั่งอายุเจ็ดปี เด็กก่อนวัยเรียนจะเรียนรู้ผ่านการเล่น การร้องเพลง เกม และการมีปฏิสัมพันธ์ เด็กส่วนใหญ่เดินไปโรงเรียน หรือขี่จักรยานไปโรงเรียน ทั้งเด็กเล็ก หรือเด็กโต เลิกเรียนเร็ว และแทบจะไม่มีการบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศไทยซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนพยายามผลักดันให้เด็ก ๆ เรียนรู้มากมาย บังคับให้เด็กอ่านออกเขียนได้ก่อนวัยอันสมควร สิ่งที่ทำที่ฟินแลนด์ คือ ให้เด็กได้ออกไปเล่นกลางแจ้งในช่วงพัก เด็ก ๆ ได้ออกไปเล่นทุก ๆ ชั่วโมงตลอดทั้งวัน ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมเป็นประจำทุกวัน ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดียิ่ง
 

นักการศึกษาของฟินแลนด์ กล่าวว่า “ไม่มีวันไหนที่จะเป็นวันที่มีอากาศที่เลวร้าย เพียงแต่ว่าเราต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับอากาศเท่านั้นเอง” เมื่อถามเด็ก ๆ ว่า วันนี้เรียนอะไรบ้าง เด็ก ๆ จะตอบว่าคุณครูว่าให้ผมเข้าไปในป่าพร้อมกับแผนที่และเข็มทิศ หลังจากนั้น พวกเราจะหาทางกลับมาเอง ประเทศฟินแลนด์ไม่ได้เสียเงินไปกับการทำแบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบที่เป็นกระดาษ แต่แทนที่พวกเขาจะทำอย่างนั้น เด็ก ๆ จะได้รับการประเมินทุกวันโดยผ่านการสังเกตโดยตรงจากคุณครูที่มีประสบการณ์และได้รับการศึกษาสูง ซึ่งเป็นการประเมินที่มีคุณภาพในชั้นเรียน เด็ก ๆ สนุกได้หัวเราะ และใช้จินตนาการอย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน
 

คนฟินแลนด์ได้ใช้การเรียนรู้ผ่านทางวัฒนธรรมที่ได้รับการบอกเล่าต่อ ๆ กันมา เด็ก ๆ จะเรียนรู้โดยตรงผ่านการเล่น บรรยากาศในชั้นเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่นปลอดภัยที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ไม่ได้มีบทเรียน หรือกฎบังคับตายตัว ว่า เด็กทุกคนจะต้องนั่งตัวตรงและเดินเป็นแถวตรง มีคุณครูคนจีนคนหนึ่งมาสมัครเป็นครูที่ฟินแลนด์ และกล่าวว่า โรงเรียนที่ประเทศจีนให้ความรู้สึกว่าเหมือนเราเป็นทหาร แต่โรงเรียนที่ประเทศฟินแลนด์ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในครอบครัวที่มีความสุข คณะครูของประเทศฟินแลนด์เป็นที่ไว้วางใจได้ และได้รับการศึกษามาอย่างดีเรียกได้ว่าอยู่ในระดับขั้นปริญญาโท - ปริญญาเอก และต้องทำงานวิจัยในชั้นเรียนอีกมากมาย
 

ศาสตราจารย์ทางด้านการศึกษาท่านหนึ่งของประเทศฟินแลนด์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรา คือ การป้องกันเด็กจากเรื่องของการเมือง และเรามีจริยธรรมและคุณธรรมที่ต้องรับผิดชอบ โดยเราไม่อนุญาตให้มีการทำธุรกิจภายในโรงเรียน ผู้ปกครองสามารถมาเยี่ยมชมโรงเรียนได้ แต่กฎข้อหนึ่งที่สำคัญ คือเราจะไม่ยอมให้มีการซื้อขายหรือนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในโรงเรียนยกเว้นในเรื่องของการศึกษาเท่านั้น
 

ประเทศฟินแลนด์ ได้รับการยอมรับว่า มีคุณครูที่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในการจัดการศึกษาสำหรับเด็ก มีหลักสูตรซึ่งถูกต้องตรงตามพัฒนาการทุกด้านของเด็ก มีแบบทดสอบซึ่งมีคุณภาพไม่ใช่แบบทดสอบทางด้านไอคิว ซึ่งทำให้เด็กเครียดและเสียเวลา แต่เป็นแบบทดสอบซึ่งออกแบบโดยครูผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตเด็กในชั้นเรียนทุกวัน บรรยากาศในชั้นเรียนเต็มไปด้วยความปลอดภัยอบอุ่น และตอบสนองต่อความต้องการของเด็กเฉพาะในแต่ละบุคคล ในช่วงฤดูหนาวเด็ก ๆ จะมีโอกาสได้ออกไปสัมผัสกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่ ๆ ได้เล่นกับลูกสน เราได้ยินเสียงเด็กหัวเราะอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน นักการศึกษาของฟินแลนด์ กล่าว
 

ในทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก หรือโรงเรียนต่าง ๆ พยายามยัดเยียดความรู้ที่มากเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นความรู้ในรูปแบบตัวหนังสือ หรือแบบเรียนในตำราที่มีความจำกัด ซึ่งมีคำตอบเพียงคำตอบเดียวที่จะนำมาตัดสินความฉลาดและความสามารถของเด็ก ๆ โดยส่งผลร้ายตกอยู่กับเด็ก ๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ก็ยังทำให้เด็ก ๆ ขาดความเชื่อมั่นในการเรียนรู้ อีกทั้งเกิดการการเปรียบเทียบ แข่งขัน และที่สำคัญ เด็ก ๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าในการเรียนในที่สุด เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอ


Ref : http://www.trueplookpanya.com/



“ โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ” จากสะเต็มศึกษาสู่บริษัทจำลอง

โพสต์1 ธ.ค. 2559 01:22โดยkm _srk   [ อัปเดต 1 ธ.ค. 2559 01:25 ]


“ โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ” จากสะเต็มศึกษาสู่บริษัทจำลอง

    “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ประโยคคำถามที่เชื่อว่าหลายๆ คนจะเคยได้ยินประโยคนี้ในวัยเด็ก ซึ่งประโยคคำถามจากผู้ใหญ่ ในตอนนั้นอาจเป็นเพียงประโยคทักทาย ชวนคุยธรรมดา แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กผู้ถูกถามจะตอบเพราะคิด และเชื่อว่า สิ่งที่อยากเป็นนั้น “โตขึ้นก็จะต้องเป็นให้ได้”


    ไม่ว่าจะเป็นอาชีพสุดเท่ห์ ได้พกอาวุธเหมือนในการ์ตูนอย่าง ตำรวจ , ทหาร หรือกัปตันขับเครื่องบิน ฯลฯ หากเป็นเด็กผู้หญิงก็เห็นจะหนีไม่พ้นแอร์โฮสเตส , พยาบาล , นางแบบ ฯลฯ หลังจากตอบผู้ใหญ่ก็มักจะต่อด้วยประโยคที่ว่า “เรียนเก่งๆ นะจะได้เป็นอย่างที่อยากเป็น” ซึ่งในตอนนั้น ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะรู้ไหมว่า บางทีสิ่งที่ตอบมันไม่ใช่แค่ตอบไปตามประสาเด็ก แต่นั่น คือ ความคาดหวัง แรงบันดาลใจ ที่รอเพียงเวลา และโอกาส ในการที่จะได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น

    สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามระเบียบแผน ถ้าโตขึ้นอยากเป็นโน่น นี่ นั่น ระหว่างรอเวลาในการโตจนเรียนจบ และได้โอกาสในการทำงาน สิ่งที่เด็กๆ ต้องทำ และตั้งใจ คือ เรียนให้เก่ง หรือให้ดีที่สุด ตามหลักสูตรในแต่ละระดับชั้น

    คำถาม คือ แล้วพอโตขึ้นได้เป็นอย่างที่อยากเป็นในตอนเด็กๆ ไหม? บางคนไม่ได้เป็นเพราะเป้าหมายเปลี่ยนไป หรือบางคนไม่ได้เป็นเพราะ โอกาสไม่มี จะอะไรก็แล้วแต่ ประโยคคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” ในวัยเด็ก ที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความหวัง แรงบันดาลใจ ก็เป็นเพียงประโยคที่ใช้เป็นเพียงการทักทาย แล้วผ่านไปเท่านั้น หากแต่คำถามดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด หรือเสียหาย ซึ่งในทางกลับกัน เราผู้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้นำประโยคนี้มาเป็นบทเรียน ทำความเข้าใจ และเก็บไว้สอนลูกหลาน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์ หรือเครื่องมือที่เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้แรงบันดาลใจวัยเด็กว่า “โตขึ้นจะเป็นอะไร”นั้น จะต้องเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน รวมถึงการสอนให้เด็กๆ ยอมรับความจริงว่า หากโตขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง หรือเป็นเด็กที่ขาดแรงบันดาลใจ แต่กลไก และเครื่องมือที่ดี จะทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเป็นผู้เลือกที่จะเป็นอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น

สูตรสมการความสำเร็จ คือ ความสำเร็จ = ความเตรียมพร้อม + โอกาส


    สูตรสมการความสำเร็จ แน่นอนว่าเมื่อเราหมั่นเพียรศึกษา ฝึกฝน พัฒนาทักษะความสามารถ เมื่อโอกาสมาถึงเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราจะมามุ่งเน้นไปที่ความเตรียมพร้อม

    ผู้เขียนได้รู้จักกับกลยุทธ์ หรือเครื่องมือ ที่เป็นการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงทฤษฎี แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง อย่างแนวทางสะเต็มศึกษา ที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์สำหรับเยาวชนไทย (STEM Education for The Development of Youth Entrepreneurship หรือ E2STEM) โดยนำกลยุทธ์ความรู้เชิงสะเต็มศึกษา มาบูรณาการกับงานอาชีพ และพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ซึ่งจากข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยของธนาคารโลก ได้ทำนายว่าอนาคตข้างหน้า งานในประเทศไทยจะหายไปถึง 72 % และแนวโน้มที่เด็กไทยอยากจะเป็นผู้ประกอบการมีมากขึ้น บริษัทต่างๆ มีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะ ความคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์มากขึ้นดังนั้น สสวท. จึงมองเห็นว่าการนำสะเต็มศึกษามาบูรณาการกับการสร้าง โอกาสทางเชิงธุรกิจ จึงมีความสำคัญมาก



    ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึง E2STEM ว่า “แนวทางการดำเนินงาน โครงการ E2STEM ในเบื้องต้นควรทำเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อให้เห็นความสำเร็จในช่วงแรก โดยมีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นทักษะที่อยากให้นักเรียนพัฒนา ก่อนนำไปสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนหลักสูตร ให้ความสำคัญต่อความสำเร็จของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนรู้ต่ำหรือสูง ซึ่งจะต้องมองเห็นและรับรู้ความสำเร็จร่วมกัน นอกจากนั้นควรมีการทำกรณีศึกษา หรือ case study เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของโรงเรียนที่มีบริบทต่างกัน”

    ทั้งนี้การดำเนินงานโครงการ E2STEM ได้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมธุรกิจใหม่ หรือนโยบาย“สตาร์ทอัพ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลต้องการเสริมสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในด้านต่างๆ ให้คนไทยสามารถสร้างธุรกิจเองได้โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเสริม ที่สำคัญต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และต้องเห็นช่องทาง กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการให้ความรู้พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงแก่นของการธุรกิจอย่างแท้จริง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การส่งเสริมการเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั่นเอง


    บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) บริษัทจำลอง ภายใต้การบริหารของน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับโครงการฯ ว่าได้เรียนรู้ และใช้หลักการสะเต็ม สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทฯ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยนำความรู้จากการอบรม เน้นช่องทางการตลาด ซึ่งเลือกใช้ช่องทาง Social Media ในการประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อ รวมถึงรับข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) ได้ร่วมออกร้าน จัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการพบปะกับผู้บริโภค ได้ร่วมพูดคุย รับฟังคำติชม จนสามารถนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องกับความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด

    วันนี้คำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นักเรียนที่ศึกษาโครงการ และลงมือปฏิบัติจริง จะตอบคำถามไม่ใช่เพียงแค่ความหวัง หรือแรงบันดาลใจ แต่จะเป็นคำตอบที่สามารถแสดงให้เห็นว่าเมื่อโตขึ้น สิ่งต่างๆ ที่คิดไว้ก็จะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เพราะได้มีความเตรียมพร้อมจริงๆ จากการลงมือปฏิบัติจริงๆ และนำมาต่อยอดในวิชาที่เรียนได้จริง เมื่อถึงเวลาที่โอกาสมาความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เหนือสิ่งอื่นใดการพัฒนาศักยภาพโดยมุ่งเน้นไปที่ต้นสายอย่าง “เยาวชน” อีกไม่นานเกินรอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือผู้ใหญ่ที่ดี..ที่เติบโตมาจาก “เยาวชน” ในวันนี้นั่นเอง

Ref : 
http://www.trueplookpanya.com/




1-7 of 7