แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน


ทำไมครูต้องมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือ
 

การช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น นอกจากแพทย์จะให้ยากินเพื่อให้มีสมาธิในการเรียนแล้ว ครู และพ่อแม่มีส่วนช่วยอย่างมาก การฝึกทักษะหลายประการที่เด็กสมาธิสั้นยังขาดอยู่ ซึ่งการขาดทักษะเหล่านั้นแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างเช่น ดื้อ ซน พูดไม่ฟัง ไม่มีระเบียบวินัย ไม่คิดก่อนทำ ไม่รอบคอบ ประมาท เลินเล่อ เอาแต่ใจตัวเอง การแก้ไขพฤติกรรมต่างๆส่วนใหญ่จะยากลำบาก การฝึกทักษะที่ดีให้เกิดขึ้นก่อนจึงมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันเด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมไม่ดีจนติดเป็นนิสัยไปจนโต ซึ่งการฝึกทักษะมักต้องใช้ เวลานาน ต้องอาศัยความอดทน ความเอาจริงเอาจัง ความสม่ำเสมอและร่วมมือของครูและพ่อแม่อย่างมาก เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะฝึกทักษะค่อนข้างยาก ฝึกแล้วลืมง่ายในระยะแรกๆครูและพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังผลเร็ว ไม่ควรเปรียบเทียบผลของการฝึกพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นกับเด็กทั่วไป ถ้าต้องการประเมินผลฝึกควรเปรียบเทียบผลที่เกิดกับตัวเด็กเองโดยติดตามระยะยาว จะเห็นความสำเร็จชัดเจนขึ้นทีละน้อย โดยพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ดีมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนในที่สุดกลายเป็นนิสัยที่ดีและกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดีติดตัวอย่างถาวรเมื่อพ้นจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นการพัฒนาทักษะที่ดีเพิ่มเติมขึ้นอีกจะเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาจากภายในตัวเอง ในระหว่างวัยเด็กนี้ พ่อแม่และครูจึงเป็นผู้ช่วยสำคัญ ที่จะฝึกฝนส่งเสริมให้เด็กสมาธิสั้นมีทักษะเบื้องต้นเพื่อเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวต่อไป

เป้าหมายการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียน
 

ลดพฤติกรรมปัญหาที่รบกวนการเรียนรู้ อันเป็นผลจากอาการของโรคสมาธิสั้นเพิ่มทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่อการปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นของเด็กสมาธิสั้นเพิ่มความสามารถด้านการเรียน เพื่อช่วยให้เด็กสมาธิสั้นประสบผลสำเร็จด้านการเรียน และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น

1. การช่วยเหลือด้านการเรียน
          เด็กสมาธิสั้นควบคุมตนเองไม่ได้ จัดระเบียบให้ตนเองไม่ได้เหมือนกับเด็กทั่วไป ครูต้องช่วยจัดระเบียบการเรียนไม่ให้ซับซ้อน เพื่อให้เด็กสามารถประสบความสำเร็จในการเรียน สิ่งที่ครูจะช่วยเหลือเด็ก

สมาธิสั้นสามารถทำได้ดังนี้
          1.1 การจัดกิจกรรมประจำวัน
              1.1.1 กิจกรรมในแต่ละวันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน ครูต้องบอกล่วงหน้าและย้ำเตือนความจำทุกครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลง
              1.1.2 หาป้าย ข้อความ สัญลักษณ์ หรือช่วยเหลือความจำเด็กในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น ให้เด็กเขียนชื่อวันบนปกหนังสือหรือสมุด เพื่อให้จัดตารางเรียนได้สะดวก

          1.2 การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก
              1.2.1 การจัดห้องเรียน
                     - เขียนข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน ไม่วิ่งเล่นในห้องเรียน ส่งการบ้านเป็นที่ ข้อตกลง ควรมีลักษณะเข้าใจง่าย เขียนสั้นๆ เฉพาะที่สำคัญ แน่นอนไม่เปลี่ยนไปมาทบทวนข้อตกลงบ่อยๆ ลงโทษตามที่ตกลงกันไว้
                     - จัดหาที่วางของห้องเรียนในตำแหน่งเดิม เพื่อให้เด็กจำง่าย วางให้เป็นที่เป็นทางซึ่งจะช่วยให้นักเรียนรู้ขอบเขตความประพฤติของตนเอง
                     - ภายในห้องเรียนควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งด้วยสีสัน สวยหรู เพราะจะทำให้เด็กสมาธิสั้นสนใจสิ่งเร้าเหล่านั้น มากกว่าสนใจการสอนของครู
                     - ช่วยเด็กจัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ และควรเก็บสมุดต่างๆ ที่เดิมเพื่อสะดวกแก่การจำและหยิบใช้
                     - ให้มีสิ่งของบนโต๊ะเรียนของเด็กให้น้อยที่สุด
              1.2.2 การจัดที่นั่ง
                     - จัดให้นั่งข้างหน้า หรือแถวกลาง
                     - ไม่อยู่ใกล้ประตูหรือหน้าต่างที่มองเห็นข้างนอกห้องเรียน
                     - จัดให้นั่งใกล้ครูเพื่อดูแลได้อย่างใกล้ชิด
                     - ไม่ให้เพื่อนที่ซุกซนเล่นนั่งอยู่ใกล้ๆ จัดให้มีเด็กเรียบร้อยนั่งขนาบข้าง
 

          1.3 จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
              1.3.1 การเตรียมการสอน การเตรียมการสอนครูจะต้องเตรียมและดำเนินการ ดังนี้
                     - งานที่ให้ทำต้องเหมาะสมกับความสนใจและความสามารถของเด็ก ก่อนสอนครูควรสังเกตความสนใจ ความรู้ ความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
                     - แบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงสมาธิของเด็ก ให้เด็กทำทีละขั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงให้ทำขั้นต่อ ๆ ไปตามลำดับ
                     - การจัดกิจกรรม ควรมีช่วงเวลาให้เด็กเปลี่ยนอิริยาบถ และเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่เด็กทำได้ เพื่อช่วยลดความเบื่อของเด็ก ทำให้เรียนได้นานขึ้น เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง ลบกระดาน เป็นต้น
                     - เลือกกิจกรรมการเรียนการสอนที่ต้องใช้ประสาทรับรู้หลายด้าน ทั้งด้านการฟังการใช้สายตาหรือการลงมือปฏิบัติ เช่น การสาธิตหรือการแสดงบทบาทสมมติ
                     - ใช้สื่อทางสายตา อาจใช้เป็นรูปภาพประกอบ เพื่อให้เด็กจับประเด็นได้ง่าย
              1.3.2 ระหว่างการสอนเขียนงานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดาน พยายามสั่งงานด้วยวาจาให้น้อยที่สุด
                     - ตรวจสมุดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบถ้วน
                     - ใช้การสอนเเบบตัวต่อตัว เพื่อควบคุมให้เด็กมีสมาธิ โดยสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็ก โดยเฉพาะในรายวิชาหลักหรือวิชาที่ยาก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นต้น เนื่องจาก 1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้นมักจะมีภาวะบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ร่วมด้วย โดยครูสามารถช่วยเด็กได้

                        1) ให้เด็กทำงานเป็นขั้นตอน เช่น ทำทีละข้อ หรือทีละหน้า อย่าให้งานมากเกินไป
                        2) ฝึกเด็กให้ทำงานทีละอย่างให้สำเร็จ แล้วจึงเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อไป
                        3) การฝึกให้เด็กควบคุมตนเองเพื่อทำงาน เมื่อเด็กทำได้ดีแล้วครูค่อย ๆ ถอนตัวออกแต่ก็อย่าทิ้งไปเลย ควรตรวจการทำงานเป็นครั้งคราว
                        4) ให้เด็กทำงานตามเวลาที่กำหนดให้ เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วถ้ายังไม่เสร็จครูต้องตรวจงานของเด็ก

                     - ฝึกให้เด็กจัดระเบียบการเรียน การทำตามคำสั่ง การตรวจสอบทบทวนผลงาน การจดบันทึก และการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
                     - ช่วยให้เด็กสนใจบทเรียน โดยใช้สีระบายคำสำคัญ ข้อความสำคัญ วงรอบหรือตีกรอบข้อความสำคัญที่ครูเน้น

                     - ใช้วิธีเตือนหรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียนโดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า เช่น เคาะที่โต๊ะเด็ก หรือแตะไหล่เด็กเบาๆ
                     - ให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆน้อยๆเมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
                     - หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ประจาน ประณามที่จะทำให้เด็กรู้สึกอับอาย และไม่ลงโทษเด็กรุนแรง เช่น การตี
                     - ใช้วิธีการตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด

              1.3.3 การมอบหมายงาน
                     - ครูควรใช้คำพูดให้น้อยลง พูดช้าๆ ชัดเจน กระชับ ครอบคลุม ไม่ใช้คำสั่งคลุมเครือ ไม่บ่น ตำหนิติเตียนจนเด็กแยกไม่ถูกว่าครูให้ทำอะไร
                     - ให้เด็กสมาธิสั้นพูดทบทวนที่ครูสั่งหรืออธิบายก่อนลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด อีกทั้งเป็นการฝึกให้เด็กพูดถ่ายทอดความคิดของตนเอง
                     - ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก ควรมอบหมายงานที่มีระยะเวลาการทำงานสั้นลงเพื่อให้เด็กสามารถใช้เวลาไม่นานนัก พยายามเน้นในเรื่องความรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ

          1.4 การช่วยเหลือด้านทักษะเฉพาะในการเรียน ครูสามารถช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้มีทักษะเฉพาะที่จำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถด้านการเรียนได้ดังนี้

              1.4.1 ทักษะในการอ่านหนังสือ การฝึกอ่านหนังสือทุกวันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากครูอาจเลือกหนังสือที่เด็กชอบมาให้เด็กอ่านเสริม โดยหนังสือที่อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเรียน อาจเป็นหนังสือผจญภัย หนังสือสอบสวน หนังสือชีวิตสัตว์ชีวประวัติ ประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก็ได้ จากนั้นควรพูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่อ่าน ให้เล่าเรื่อง หรือให้สรุป ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในการอ่านหนังสือที่ดี และชมเชยเป็นระยะ

              1.4.2 ทักษะการเขียนหนังสือการฝึกให้เด็กเขียนหนังสือบ่อยๆ จะทำให้สายตาและมือทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เช่น ฝึกให้เขียนสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เขียนบรรยายความรู้สึกต่อพ่อแม่เขียนแผนที่คาดว่าจะทำในช่วงปิดเรียน จนในที่สุดสามารถเขียนเรื่องราวที่มีคำขึ้นต้น เนื้อหาและสรุปได้1.4.3 ทักษะในการฟังและจับประเด็น การฝึกเด็กให้สรุปสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้ลองทำตาม จะเป็นรากฐานที่ดีในการช่วยฝึกสมาธิ ถ้าทำซ้ำๆ จะคล่องขึ้นและช่วยการเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้

              1.4.4 ทักษะในการวางแผนทำงาน การทำการบ้าน การทำรายงาน การสรุปข่าว การทำป้ายนิเทศ วิชาการ ฯลฯ เป็นงานที่ต้องการการวางแผนและมีการบริหารจัดการจึงจะได้ผลดีทันเวลา การฝึกฝนให้ทำงานหลายๆ อย่างที่มีแผนการชัดเจนและฝึกซ้ำๆในหลากหลายกิจกรรมจะช่วยให้ระบบการทำงานคล่องขึ้นเกิดเป็นระบบอัตโนมัติขึ้นในตัวเป็นการวางรากฐานในการทำงานแต่ละอย่างให้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การเรียงลำดับงานสำคัญ ก่อน-หลัง ตั้งสมาธิกับงานและลงมือทำ

              1.4.5 การบ้าน
                      - การแบ่งงานให้พอเหมาะจัดแบ่งการบ้านออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้เด็กสามารถลงมือทำจนสามารถทำสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเด็กทำเสร็จเองบ่อย ๆ จะทำให้เด็กอารมณ์ดี พอใจในตนเอง และรู้สึกว่า “ฉันเป็นคนทำงานอะไรแล้วต้องเสร็จเสมอ” จะเสริมความมานะพยายามให้เด็กทำงานเพิ่มขึ้น
                      - เรียงลำดับความสำคัญและความยากง่ายของงานโดยช่วยจัดลำดับความง่ายไว้ข้อแรกๆ เพื่อให้เด็กเริ่มทำจากงานที่ง่ายแล้วเสร็จเร็วไปสู่งานที่ซับซ้อนยุ่งยากหรือมีปัญหาที่ต้องใช้เวลาแก้นานขึ้นหรือให้เริ่มทำจากงานด่วนก่อน
                      - มอบหมายการบ้านให้ฝึกอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนจนติดเป็นนิสัยทำทุกวันสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับสูงที่ต้องใช้วินัย และพึ่งพาตนเองในการเรียน

                      1.4.6 สอนเทคนิคในการเรียนและการเตรียมตัวสอบ สอนให้เด็กใช้เทคนิคช่วยจำ เช่น การใช้แถบปากกาสี การขีดเส้นใต้ข้อความที่สำคัญ การย่อประเด็นสำคัญการจดสูตรหรือคำยากๆในสมุดบันทึกการหัดคิดเลขกลับไปกลับมาการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการหาข้อมูลความรู้ การเลือกอ่านรวมทั้งควรฝึกสอนเทคนิคในการทำข้อสอบ เช่น ข้อสอบที่จับเวลา หรือมีเวลาทำจำกัด ข้อที่ทำไม่ได้ให้ข้ามไปก่อนอย่าลืมวงหน้าข้อเพื่อกลับมาทำซ้ำ หรือเพื่อไม่ให้วงสลับข้อกัน เป็นต้น

          1.5 ช่วยเด็กจัดการเกี่ยวกับเวลาเด็กสมาธิสั้นจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่สนใจว่าเวลาหมดหรือยัง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำงานเมื่อไรเด็กจะแบ่งเวลาไม่เป็น การแบ่งเวลาไม่เป็นทำให้เด็กไม่ส่งงานตามเวลา ผิดนัดมาโรงเรียนสาย ซึ่งครูต้องช่วยสอนเทคนิคการจัดสรรเวลา ดังนี้

                      1.5.1 เตือนให้เด็กตรงต่อเวลา โดยส่งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลานัด หรือเวลาต้องส่งงาน
                      1.5.2 ช่วยเด็กจัดทำกำหนดเวลาหรือปฏิทินงาน ทำลงกระดาษแล้วติดไว้ที่โต๊ะเรียนของเด็ก
                      1.5.3 ใช้นาฬิกาเตือน โดยอาจใช้นาฬิการะบบสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการรบกวน
                      1.5.4 ให้แรงเสริมทางบวก เมื่อเด็กส่งงานตามเวลา



2. การพัฒนาทักษะทางสังคมให้เด็กสมาธิสั้น

          2.1 การช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้มีเพื่อน เด็กสมาธิสั้นจำนวนมากมีปัญหากับเพื่อน ชอบกลั่นแกล้งหรือแหย่เพื่อน บางคนอาจมีลักษณะก้าวร้าว ทั้งนี้เพราะเด็กสมาธิสั้นจะมีอารมณ์เสียง่าย และไม่คิดก่อนที่จะทำบางรายอาจเรียกร้องความสนใจแบบไม่ค่อยเหมาะสม เช่น ทำเป็นตัวตลกให้คนอื่นแหย่เล่น เป็นต้น อีกทั้งเด็กยังมีปัญหาการแปลวิธีการสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูดทำให้เด็กไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นจากการได้เห็นเฉพาะสีหน้าท่าทางและแววตาของคนที่ตนสัมพันธ์ด้วยทั้งหมดนี้ทำให้เด็กไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนไว้ได้นานพอเด็กอาจตอบโต้เพื่อนแบบก้าวร้าวเมื่อถูกยั่ว ความไม่มีสมาธิ ไม่รู้เวลา ทำให้เด็กปฏิบัติตามกฏเกณฑ์หรือกติกาต่างๆไม่ได้การเล่นกับเพื่อนจึงมีปัญหาและไม่มีใครอยากเล่นด้วย การไม่มีเพื่อนจึงสร้างความทุกข์ใจให้กับเด็กเพราะเด็กเป็นวัยที่ต้องการเพื่อนเมื่อถูกเพื่อนปฏิเสธจึงเป็นความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเด็กการฝึกทักษะทางสังคมจะช่วยให้เด็กสามารถเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้นรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งครูสามารถช่วยเหลือเด็กได้ดังนี้

                      2.1.1 การค้นหาว่าปัญหาการเข้าสังคมกับเพื่อนอยู่ที่ไหน โดยอาศัยการสังเกต การเล่นของเด็กทักษะต่างๆที่เด็กใช้เวลาเข้ากลุ่มกับเพื่อน ได้แก่
                      - ทักษะในการสื่อสาร การเริ่มต้นขอเล่นด้วย การรับฟังกติกา การซักถามข้อสงสัยการสร้างคำถามที่เหมาะสม การชี้ชวนให้เพื่อนๆ เล่นตาม คำพูดและสำเนียงที่ใช้พูด
                      - ความสามารถในการเล่นควรสังเกตว่าเด็กเล่นในสิ่งที่เพื่อนๆเล่นได้จริงหรือไม่ในกีฬาต่างๆ เช่น หมากฮอส ปิงปอง บาสเกตบอล ฟุตบอล เป็นต้น
                      - ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความสามารถเล่นตามเพื่อนหรือนำเพื่อนได้ รู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักขอโทษ ขอบใจ และการแสดงน้ำใจ เคารพในกติกา เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง

                      2.1.2 จัดโอกาสและหาแบบฝึกหัดให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะการฝึกทักษะต่างๆต้องการแบบฝึกหัดที่หลากหลาย เพื่อฝึกให้เด็กเกิดความชำนาญครูควรหากิจกรรมให้เด็กได้ทำเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม โดยกิจกรรมเหล่านั้นต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ และขั้นตอนที่ชัดเจนไม่ปล่อยให้เด็กดูแลกันเองเพราะเด็กจะมีปัญหาการปฏิบัติตามกติกาเด็กจะเชื่อฟังคำสั่งของครูมากกว่าคำสั่งของเพื่อนด้วยกันการที่ครูอยู่ด้วยจะช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือในกรณีที่เด็กได้รับมอบหมายงานให้แสดงตนต่อหน้าสาธารณชนครูควรช่วยเด็กฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติซ้ำๆจนเด็กเกิดความชำนาญและทำได้คล่องในวันที่ต้องปฏิบัติจริง
 

                      2.1.3 แบบอย่างที่ดีครูสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งการแสดงท่าทาง คำพูดการฟัง การให้ความช่วยเหลือผู้อื่น การแบ่งปัน การขอความช่วยเหลือ การกล่าวคำขอโทษ หรือขอบคุณและคอยเป็น “โค้ช” ให้เด็กได้ลองปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆทั้งจากสถานการณ์สมมติและสถานการณ์จริง


                      2.1.4 จัดเพื่อนช่วยดูแลเด็กสมาธิสั้นครูควรจัดเพื่อนที่เด็กสนิทหรือเพื่อนที่อาสาช่วยดูแล คอยเตือนเมื่อเด็กไม่มีสมาธิช่วยสอนการบ้านโดยอาจจัดเป็นคู่ หรือจัดเป็นกลุ่ม เพื่อนร่วมดูแลเด็กเหล่านี้ควรเป็นคนที่เด็กชอบพอ เข้าอกเข้าใจกันและทำอะไรด้วยกันได้ ทั้งนี้ครูควรช่วยติดตามปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดกับเพื่อนผู้ช่วยดูแล เนื่องจากของเด็กอาจสร้างความลำบากใจให้กับเพื่อนที่ช่วยดูแลเด็กได้


          2.2 สอนให้เด็กควบคุมตนเองเด็กสมาธิสั้นจะมีความยากลำบากในการควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบเวลากติกา
และจะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่าย ไม่มีความอดทนรอคอย การช่วยสอนให้เด็กสมาธิสั้นรู้จักควบคุมตนเองรู้จักรับผิดชอบ รู้จักกรอบเวลา ไม่ทำให้ผู้อื่นเหนื่อยหรือรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ จะทำให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งครูสามารถช่วยเด็กได้ดังนี้

                      2.2.1 งานที่เด็กทำต้องมีการวางแผนอย่างชัดเจน และดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบเทคนิคที่สำคัญคือ ห้องเรียนต้องมีกติกาที่ชัดเจน กติกานี้อาจเป็นข้อกำหนดของครูหรือเป็นสิ่งที่เด็กเสนอและตกลงร่วมกันว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เขียนติดไว้หน้าห้องเรียน เช่น ไม่พูดเสียงดังขณะครูสอน ให้ยกมือขออนุญาตก่อนพูด เป็นต้น และพูดคุยกันว่าถ้าเด็กทำตามข้อตกลงจะได้รับสิทธิพิเศษอย่างไร หรือหากเด็กไม่ทำตามข้อตกลงจะถูกตัดสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

                      2.2.2 ตารางเวลากิจกรรมการเรียนต้องชัดเจนให้รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไรหัดให้เด็กดูนาฬิกาหรือมีนาฬิกาไว้กับตัวโดยอาจใช้ระบบสั่นเพื่อลดเสียงที่อาจรบกวนสมาธิเพื่อนในชั้นเรียนหากจำเป็นต้องเปลี่ยนตารางกิจกรรมควรพูดคุยกับเด็กให้เข้าใจเพื่อป้องกันการสับสนที่อาจทำให้เด็กรู้สึกขัดแย้งและไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้างถ้าเด็กไม่ทำกิจกรรมตามเวลาครูควรช่วยเตือนตรงๆด้วยน้ำเสียงปกติไม่บ่นว่าหรือตำหนิโดยให้เดินเข้าไปพูดใกล้ๆเด็กเช่น “ตอนนี้เก้าโมงแล้วหยิบสมุดภาษาไทยหน้า 9 ขึ้นมาเขียน”ครูอาจช่วยเด็กหยิบสมุดในโต๊ะขึ้นมาเปิดหน้า 9 และชี้ให้เด็กลงมือทำ เด็กก็จะเริ่มทำงานตามเวลาได้

                      2.2.3 สอนให้เด็กระบายอารมณ์และควบคุมอารมณ์ตนเอง เด็กสมาธิสั้นจะหงุดหงิดโมโหง่ายกว่าเด็กทั่วไปถึงแม้ว่าจะได้ปรับปรุงแก้ไขด้วยวิธีต่างๆก็ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีเท่าที่ผู้ใหญ่ต้องการซึ่งเป็นผลจากอาการของโรคสมาธิสั้นครูจึงควรช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีระบายอารมณ์ที่เหมาะสม รวมถึงรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองด้วยเพื่อลดปฏิกิริยารุนแรงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเด็กกับบุคคลอื่นๆ2.2.4 ให้เด็กระบายอารมณ์โกรธอย่างเหมาะสมเมื่อครูสังเกตเห็นว่าเด็กเริ่มมีอารมณ์ไม่พอใจควรเข้าไปพูดคุยกับเด็กให้โอกาสเด็กเล่าถึงความรู้สึกของตนเองตั้งใจฟังเรื่องที่เด็กเล่าโดยไม่ขัดแสดงความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเด็กการได้ระบายจะช่วยทำให้อารมณ์เด็กเย็นลงและมีความพร้อมที่จะรับรู้วิธีแก้ปัญหาต่อไปได้

                      2.2.5 ช่วยให้เด็กจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม วิธีจัดการกับอารมณ์โกรธที่ได้ผลคือสอนให้เด็กจัดการกับอารมณ์โกรธอย่างเป็นขั้นตอนและฝึกจนเป็นนิสัยเพราะอารมณ์โกรธเป็นอารมณ์หนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆซึ่งเกิดขึ้นและจบลงได้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นที่กระตุ้นให้เราโกรธได้แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการตอบสนองความโกรธได้ทั้งนี้ครูสามารถสอนเด็กจัดการกับอารมณ์โกรธได้โดย

                      - เมื่อรู้สึกโกรธต้องตั้งสติรับรู้ว่ากำลังโกรธ
                      - นึกถึงผลเสียที่เกิดขึ้นหากทำอะไรลงไปในขณะนั้น
                      - หายใจเข้าออกลึกๆหรือใช้วิธีนับ 100-1 และเดินออกไปจากเหตุการณ์ก่อน
                      - หากิจกรรมอื่นทำ หรือพูดระบายความรู้สึกกับเพื่อนหรือครูที่พูดคุยได้เพื่อผ่อนคลาย
                      - เมื่อเด็กอารมณ์เย็นลงแล้วจึงหาโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจแล้วจึงค่อยๆสอดแทรกความคิดเห็นที่ถูกต้องให้เด็กได้คิดและหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไรก็ตามหากเด็กแสดงอารมณ์รุนแรงบ่อยๆ ทั้งที่ครูพยายามช่วยเหลือด้วยวิธีดังกล่าวแล้วภาวะอารมณ์ดังกล่าวอาจเกิดจากความไม่สงบภายในครอบครัวครูควรพิจารณาเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินปัญหาครอบครัวและสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา



3. แนวทางการจัดการปัญหาพฤติกรรมที่พบบ่อยของเด็กสมาธิสั้นพนม เกตุมาน (2551) ได้ให้รายละเอียดแนวทางการจัดการปัญหาพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นไว้ดังนี้

          3.1 “โอ้เอ้ ไม่ทำ ช้าทุกอย่าง” เด็กสมาธิสั้นมักติดเล่น ทำตามสิ่งที่ตนเองสนุก ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเวลา ไม่สนใจว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หรือใครคอยจะช่วย ใครจะรีบ เวลาทำอะไรจึงมักช้า เวลาทำกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรต่างๆเช่น อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว หรือทำงาน ก็จะติดเล่น ใจลอย เวลาเรียกให้รีบๆ ทำก็จะละเลยไม่สนใจ

วิธีการแก้ไข
กำหนดตารางเวลากิจกรรมให้ชัดเจน กำกับให้ทำอย่างจริงจังแต่นุ่มนวล พูดให้น้อยแต่เอาจริงมากๆ อย่าปล่อยให้เด็กโอ้เอ้
เมื่อเด็กทำเอง คอยกำกับห่างๆ เมื่อเด็กเริ่มหลุดการควบคุมตัวเอง ให้กลับเข้าไปกำกับใหม่ชมเมื่อเด็กทำได้ หรือร่วมมือ

          3.2 “ไม่ทำการบ้าน ไม่ส่งงาน” เด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยชอบทำการบ้าน เพราะไม่สนุก เด็กเบื่อง่าย บางคนจดการบ้านมาเมื่อกลับบ้านอาจจะบอกทางบ้านว่า ไม่มีการบ้าน หรือทำเสร็จจากโรงเรียนแล้ว ถ้าพ่อแม่ตามไม่ทัน หรือไม่มีเวลาติดตามเรื่องการบ้านนี้ เด็กจะใช้วิธีหลบเลี่ยงจนเป็นนิสัย เด็กบางคนทำการบ้านเสร็จแล้ว แต่ไปถึงโรงเรียนแล้วไปเล่นจนลืมส่งหรือไม่กล้าส่งเพราะเลยเวลาที่ครูกำหนดส่ง การป้องกันปัญหานี้ ทำได้ดังนี้
 

ช่วยตรวจการจดการบ้านเด็กทุกวัน (บางทีครูมีระบบการตรวจสอบตรงนี้ เช่น ให้เพื่อนช่วยตรวจกันเอง ครูช่วยสุ่มตรวจบางวัน หรือ ถ้าคุณครูมีเวลากรุณาตรวจให้ทุกวันจะดีมาก) และถ้าเด็กไม่ส่งงานให้คุณครูช่วยรีบแจ้งทางบ้านทันทีบอกให้พ่อแม่ตรวจสมุดจดการบ้านทุกวันและกำกับให้เด็กทำตามเวลาที่ตกลงกันไว้(ตามตารางเวลา) ถ้ายังไม่เสร็จงาน จะไม่ให้เด็กไปเล่นถ้าลืมจดการบ้านมา หรือมีการหลบเลี่ยงพูดไม่จริง ให้พ่อแม่ยืนยันให้เด็กยัง คงต้องทำงานย้อนหลังที่คุณครูให้มาด้วย อาจมีการลงโทษเรื่องนี้ด้วยการลดเวลาเล่นของวันนั้นลงด้วยก็ได้บอกให้พ่อแม่ตรวจงานของเด็กทุกวันและควรให้เด็กเอาผลงานมาให้พ่อแม่ ดูเมื่อทำเสร็จให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า การบ้านเป็นงานรับผิดชอบ ที่ต้องทำ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การพยายามหลบเลี่ยงจะยิ่งต้องทำมากขึ้น

          3.3 “ดื้อ” ดื้อ คือพฤติกรรมหลีกเลี่ยง หลบเลี่ยง ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำผิดไปจากข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า อาการดื้อของเด็กสมาธิสั้นเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย เด็กจะดื้อจากหลายสาเหตุ คือ เด็กสมาธิสั้นไม่ตั้งใจฟังคำสั่ง ไม่ใส่ใจ เมื่อสั่งแล้วลืม หรือทำไม่ครบเด็กสมาธิสั้นไม่ค่อยอยากทำตามคำสั่ง เนื่องจากติดเล่น หรือกำลังทำอะไรเพลินๆ สนุกๆเด็กสมาธิสั้นอาจหงุดหงิด หรือโกรธไม่พอใจในเรื่องอื่น เมื่อสั่งให้ทำอะไร ก็ไม่อยากทำจึงอาจใช้การดื้อ ไม่ร่วมมือ ไม่ทำตาม เป็นการตอบโต้เด็กดื้ออาจแสดงออกว่าดื้อตรงๆ ตอบโต้คำสั่งทันที หรือดื้อเงียบคือรับปากว่าจะทำ แต่ขอผัดผ่อนไปก่อน แล้วในที่สุดก็ไม่ทำ (ด้วยเจตนาหรือลืมจริงๆ) 

การป้องกัน
ครูควรใช้คำสั่งที่ได้ผล เวลาสั่งควรแน่ใจว่าเด็กสนใจในคำสั่งนั้น ควรให้เด็กหยุดเล่นหรือหยุดกิจกรรมใดๆ ที่กำลังทำอยู่เสียก่อน สั่งสั้นๆ ชัดเจน อย่าให้หลายคำสั่งพร้อมๆ กัน ให้เด็กทวนคำสั่งแล้วเริ่มปฏิบัติทันที อย่าให้เด็กหลบเลี่ยง พร้อมกับชมเมื่อเด็กทำ ในกรณีที่คำสั่งนั้นไม่ได้ผล ครูต้องคอยกำกับให้ทำสม่ำเสมอในระยะเวลาแรกๆ ก่อน ข้อสังเกต ไม่ควรสั่งหรือตกลงกันในกิจกรรมที่ครูไม่มีเวลาคอยกำกับให้ทำในระยะแรกๆ

          3.4 “เถียง” การเถียงเก่งเป็นลักษณะประจำของเด็กสมาธิสั้นประการหนึ่ง การเถียงเปรียบเสมือนการอยู่ไม่นิ่ง (ทางวาจา) ของเด็ก ยิ่งผู้ใหญ่หรือเพื่อนต่อล้อต่อเถียงด้วยเด็กจะสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ แต่ในระยะยาวเด็กจะติดเป็นนิสัยการเถียง บางครั้งเด็กเถียงเพื่อทดสอบดูว่า ครูเอาจริงในคำสั่งแค่ไหน เผื่อมีโอกาสได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นเพียงแต่รับฟังและกำกับให้ทำอย่างที่สั่งอย่างจริงจังเท่านั้น ก็มักจะได้ผลแล้วครูอาจใช้ประโยคตัดบท ยกตัวอย่างเช่น “เรื่องนี้เราไม่ต้องคุยกันอีกในขณะนี้ ทำตามที่ตกลงกันไว้ก่อน ได้ผลอย่างไรตอนหลังค่อยคุยกันอีกที” “เรื่องนี้เอาไว้คุยกันวันหลัง วันนี้ทำอย่างนี้ก่อน”

          3.5 “แกล้งเพื่อน” เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นมักจะซน ควบคุมตัวเองลำบาก ทำให้อาจไปละเมิดเด็กอื่นได้ แต่เด็กมักไม่ค่อยยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เริ่มต้นละเมิดคนอื่นก่อน เช่น ล้อเลียน แหย่ แกล้ง ทำให้คนอื่นไม่พอใจ จนมีการตอบโต้กันไปมา แต่เมื่อให้เด็กสรุปเอง เขาจะบอกว่าโดนแกล้งก่อน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาอาจจะเป็นผู้เริ่มต้นก่อนก็ได้ บางทีการตอบโต้นั้นเกิดเป็นวงจนหาจุดเริ่มต้นจริงๆ ไม่ได้เมื่อเด็กมาฟ้องครูว่าตนเองถูกรังแก ครูต้องทำใจให้เป็นกลาง อย่างเพิ่งเชื่อเด็กทันทีควรสอบถามให้ชัดเจนก่อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น


“ลองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดซิ”
“ตอนนั้นหนูทำอะไรอยู่”
“ก่อนหน้านั้นหนูทำอะไร”
“มีอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจหนูอยู่ก่อน”
“ก่อนหน้านี้หนูทำอะไรให้เขาไม่พอใจบ้างไหม”
“อะไรทำให้เขามาทำเช่นนี้กับหนู”
“หนูคงโกรธที่เขาทำเช่นนั้น”
“แล้วหนูตอบโต้ไปอย่างไร”
“หนูคิดว่าเขาจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร”
“หนูคิดว่าเรื่องมันจะจบลงแค่นี้หรือเปล่า”
“เพื่อนเขาอาจเจ็บแค้น มาหาเรื่องในวันหลังได้หรือไม่”
“หนูคิดว่าจะหาทางออกอย่างไรดี ที่จะได้ผลดีในระยะยาว”

สิ่งที่ครูควรจะสอนเด็กคือ วิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่นุ่มนวล มีทางออกสำหรับแก้ปัญหาหลายๆ แบบให้เด็กเลือกใช้ โดยไม่ไปตำหนิเด็กตรงๆ ก่อน


          3.6 “ก้าวร้าว” เด็กสมาธิสั้นที่ถูกเพื่อนยั่วบ่อยๆหากไม่ได้ฝึกควบคุมตนเองอาจทำให้เด็กตอบสนองต่อเพื่อนด้วยวิธีก้าวร้าวรุนแรงได้การลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เช่น ตีหรือประจานให้เสียหน้า อาจช่วยหยุดพฤติกรรมได้ในระยะสั้นๆ แต่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว สิ่งที่ครูสามารถช่วยเด็กได้ฝึกให้เด็กระบาย และจัดการอารมณ์ตนเองอย่างสม่ำเสมอดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

          
เมื่อเกิดสถานการณ์ครูต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยแยกเด็กซึ่งเป็นคู่กรณีออกจากกันแต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอาละวาด ในเด็กเล็กครูอาจใช้วิธี “กอด” เด็กไว้ส่วนในเด็กโตอาจให้ครูผู้ชายตัวโตๆอย่างน้อย 2-3 คนช่วยล็อคตัวเด็กไว้และพาเด็กไปอยู่ในที่สงบพร้อมบอกเด็กว่า “หนูโกรธได้แต่ทำร้ายคนอื่นไม่ได้”  จากนั้นพูดคุยให้เด็กระบายความรู้สึก และใช้วิธีพูดคุยสอบถามเช่นเดียวกับกรณีแกล้งเพื่อนช่วยให้เด็กคิดหาทางออกในหลากหลายวิธี และปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ทั้งคู่มีอารมณ์สงบดีแล้วสอนให้เด็กรู้จักสังเกตอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รวมถึงหาวิธีหลีกเลี่ยงและสื่อสารความต้องการอย่างเหมาะสม ให้เด็กพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์โกรธคิดทบทวนดูว่าเรื่องอะไรที่มีผลกระทบต่ออารมณ์มากที่สุดโดยสังเกตว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนอย่างไรเมื่อมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงจากเรื่องที่เข้ามารบกวน เช่น หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดงและรีบออกจากที่เกิดเหตุ ไม่พูดต่อล้อต่อเถียงในขณะที่อีกฝ่ายกำลังมีอารมณ์โกรธให้เด็กบอกตัวเองว่าต้องควบคุมอารมณ์โกรธก่อนที่อารมณ์โกรธจะควบคุมเรานึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต เพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายลงขอบคุณตนเองที่สามารถเอาชนะอารมณ์โกรธได้ 

          ในการสอนให้เด็กรู้จักสังเกตอารมณ์ของผู้อื่น ครูอาจให้เด็กในห้องเรียน เรียนรู้อารมณ์ร่วมกันโดยแสดงสถานการณ์สมมติ ขออาสาสมัครแสดงสีหน้าท่าทางถึงภาวะอารมณ์ต่างๆ ให้เด็กคนอื่นๆ ช่วยกันทาย รวมถึงอาจให้เด็กแลกเปลี่ยนว่าถ้าเพื่อนอยู่ในอารมณ์โกรธพวกเขาควรทำอย่างไร ให้เด็กช่วยกันคิดวิธีและแสดงท่าทางตอบสนองเวลาที่เพื่อนมีอารณ์โกรธ ก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้จักวิธีสังเกตและตอบสนองอารมณ์ผู้อื่นอย่างสนุกสนาน


          3.7  “ชอบทำของหาย” เด็กสมาธิสั้นมักจะติดเล่น ขี้ลืม จึงมักลืมของและไม่รอบคอบในการตรวจเช็คสิ่งของ
ให้ครบ โดยจะพบว่าพ่อแม่มักจะบ่นให้ฟังว่า เด็กทำอุปกรณ์การเรียนหายเป็นประจำ เรื่องนี้ครูช่วยเด็กได้ให้เด็กเก็บของให้เป็นที่ไม่โยกย้ายสิ่งของถ้าไม่จำเป็นให้เด็กจดรายการของใช้ที่ต้องเก็บกลับบ้านทุกวัน และช่วยกำกับให้เด็กตรวจสอบของใช้ให้ครบถ้วนทุกครั้งก่อนกลับบ้านโดยครูอาจมอบหมายให้เพื่อนที่ช่วยดูแลช่วยกำกับแทนได้เทคนิคที่น่าสนใจ และใช้ได้ผลคือ อาจให้เด็กตั้งชื่อสิ่งของเครื่องใช้ตามชื่อที่เด็กชอบให้เด็ก รู้สึกผูกพันและช่วยเด็กตรวจเช็คบรรดาเพื่อนๆของใช้ให้ครบทุกชื่อก่อนกลับบ้าน

          3.8 “หนีเรียน” เด็กสมาธิสั้นที่เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องมักเบื่อการเรียน ไม่อยากไปโรงเรียนเพราะไปแล้วไม่ค่อยสนุก ถ้าถูกลงโทษมากๆ จะยิ่งไม่อยากมาโรงเรียน ครูจึงควรหาสาเหตุของการหนีเรียน ขาดแรงจูงใจในการเรียนมีปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ ตามเพื่อน หนีเที่ยว หาอะไรสนุกๆ ตื่นเต้นทำ ไม่คิดว่าครูจะจับได้ คิดว่าหลบเลี่ยงได้ คิดว่าไม่ต้องเรียนก็ได้ พ่อแม่หาเงินมาเตรียมไว้พร้อมแล้วไม่ได้คิดอะไร ขอสนุกไว้ก่อนสิ่งสำคัญที่สุดที่ครูควรช่วยคือสร้างความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนถ้ามีปัญหาการเรียนต้องรีบแก้ไขโดยเร็วแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาโรคสมาธิสั้นตั้งแต่แรกจะช่วยให้เรียนได้รู้เรื่องมีความสุขกับการเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนเพราะเรียนเข้าใจขึ้นสนุกกับการเรียน ลำดับต่อมาครูควรฝึกนิสัยให้มีความรับผิดชอบต่อการเรียนให้ทำหน้าที่ของตนเองทำงานให้เสร็จเมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นควรส่งเสริมให้เด็กมีเป้าหมายของตนเองตามความชอบความถนัด


          3.9 “เล่นไฟ” ไฟเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวร้าว เด็กสมาธิสั้นที่มีความโกรธ ความก้าวร้าว จะเก็บกดไว้และแสดงออกเป็นการชอบเล่นกับไฟ เพื่อระบายความโกรธความก้าวร้าว แต่บางครั้งการเล่นกับไฟ มักกลายเป็นอันตราย เนื่องจากเด็กมักหลบๆ ซ่อนๆ เล่น จึงมักเล่นเวลาพ่อแม่ไม่อยู่ บางคนจุดไฟเล่นบนที่นอน จนกลายเป็นเพลิงไหม้บ้านได้เหมือนกัน

          การป้องกันเด็กเล่นไฟ ควรมีกิจกรรมที่ได้ระบายความโกรธ ความก้าวร้าว ความต้องการแก้แค้น เช่น ศิลปะ(ทุกรูปแบบ การแกะสลักและเครื่องปั้นดินเผา) กีฬาที่มีการปะทะกันแรงๆ(แต่มีกติกาชัดเจน) เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รักบี้ เทควันโด ยูโด ยิงปืน ยิงธนู ชกมวย การเล่นกีฬาเหล่านี้ต้องมีผู้ฝึกหรือครูที่ดีการแสดงความก้าวร้าวที่มีการควบคุม เป็นการฝึกการควบคุมตนเองได้อีกทางหนึ่งด้วย
 

          ถ้าเด็กอยากเล่นกับไฟมากๆ อาจฝึกให้เด็กทำกิจกรรมเกี่ยวกับไฟโดยตรง เช่นก่อกองไฟ หุงหาอาหารเผาหญ้า เผาต้นไม้ โดยมีการสอน และดูแลอย่างใกล้ชิดในระยะแรก ควรหัดให้เขาคิดว่า ไฟที่เขาจุดทุกครั้งมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เช่นมันอาจลุกลามไปติดเชื้อไฟที่ไหนบ้างไหม หรือลูกไฟอาจปลิวไปติดไฟที่อื่นได้หรือไม่ต้องสังเกตทิศทางลมอย่างไร หรือมีการเตรียมการดับไฟ เช่น น้ำ ถังดับเพลิง การฝึกให้คิดล่วงหน้าเช่นนี้เป็นการฝึกการวางแผน การป้องกันการเสี่ยง การคิดก่อนทำด้วย

4. แนวทางการจัดการชั้นเรียนที่มีเด็กสมาธิสั้น ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ครูที่มีประสบการณ์

          4.1 สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กสมาธิสั้นพูด สั่ง ยืดหยุ่น ตามอารมณ์เด็กให้เกิดความไว้วางใจและเชื่อฟังครูโดยใช้น้ำเสียงเบาพูดคุยบ่อยๆซื้อของมาฝากมอบหมายงานที่เด็กชอบเมื่อทำได้ก็ชม เช่น ทักทาย สัมผัสตัวเด็ก จับหัว ลูบหลัง เป็นต้น
 

          4.2 เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสอนสังเกตดูบรรยากาศในชั้นเรียนสำรวจตัวเองว่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีรบกวนหรือเปล่าถ้ามีควรจะเตือนตัวเองและทำใจสงบในส่วนของเด็กควรหากิจกรรมที่ช่วยดึงสมาธิของเด็กหรือทำให้เด็กอยู่นิ่งๆก่อนมีการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นหากิจกรรมเกม ยืน ตบมือ ตบแขนแตะไหล่ เพลง คำร้อยกรอง พูดคุยถึงสถานการณ์ข่าวตามเหตุการณ์ปัจจุบัน เล่านิทานมีคติสอนใจ
 

          4.3 ควรมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในชั้นเรียนหรือเป็นข้อตกลงร่วมกัน เมื่อเด็กยกมือตอบ ครูให้ความสนใจ หรือกระตุ้นให้ตอบโดยบอกว่า “ความคิดเห็นไม่มีผิด เพียงครูอยากรู้ว่าเราคิดอย่างไร” โดยเด็กนักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนด แล้วติดไว้หน้าชั้นเรียนถ้าผิดกฎก็จะเริ่มจากการเตือนเรียกมาคุยเป็นกลุ่มและทำโทษ ยกตัวอย่าง เช่น การสั่นกระดิ่งคือสัญลักษณ์ให้ทุกคนเงียบ เพื่อนๆ ช่วยกันเตือนถ้ายังไม่เงียบเดินไปใกล้ๆ และจับตัวเด็ก
 

          4.4 เมื่อเกิดปัญหาพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นครูต้องรู้จักควบคุมตัวเองใจเย็นยืดหยุ่นมีข้อเสนอแนะ
ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมดังนี้

                    4.4.1 เรียกมานั่งใกล้ ๆ คุณครู
                    4.4.2 มอบหมายกิจกรรมที่ชอบให้เด็กสมาธิสั้นทำ เช่น ให้ร้องเพลง ถ้าเด็กชอบร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงโฆษณา ขอให้แสดงออกเลียนแบบดาราให้เพื่อนดู หรือให้ทำหน้าที่แทนครูคอยเฝ้าระวังนักเรียนที่ก่อกวนในชั้นเรียน เป็นต้น
                    4.4.3 ให้เพื่อนในกลุ่มหรือกลุ่มเพื่อนที่เด็กอาสาหรือสนิทกับเด็กสมาธิสั้น ช่วยดูแลโดยมีอัตราส่วนเพื่อน 3 คนต่อการดูแลเด็กสมาธิสั้น 1 คน
                    4.4.4 จัดการเรียนเป็นกลุ่ม มีเด็กที่เรียนดี พอใช้ ปานกลางคละกัน ช่วยกันดูแลเด็กสมาธิสั้นในกลุ่ม
                    4.4.5 ไม่ควรดุเด็กต่อหน้าเพื่อนๆ
                    4.4.6 ไม่ควรสั่งงานซ้ำหลายครั้งควรยืดหยุ่นในเรื่องการส่งงาน หรือให้เพื่อนในกลุ่มช่วยตามแต่มีกฎว่าเพื่อนๆห้ามช่วยทำ
                    4.4.7 ถ้าต้องดุว่าควรจะมีการขอร้องหรือต่อรอง เช่น ช่วยครูหน่อย ครูเหนื่อยที่ต้องดูแลเด็กเยอะ” เป็นต้น
                    4.4.8 ถ้าครูแสดงสีหน้าหรือดุด่าด้วยความโกรธโดยควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่ออารมณ์สงบแล้วบางครั้งอาจจะขอโทษเด็กได้ กรณีหงุดหงิด เหนื่อยครูควรหาทางผ่อนคลาย เช่น เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือหรือคุยกับคนที่พูดคุยได้ เป็นต้น
                    4.4.9 ทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน และขอความร่วมมือในการช่วยกันดูแล จัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน โดยครูบอกกับเด็กคนอื่นในห้องเรียนในขณะที่เด็กสมาธิสั้นไม่อยู่ว่า ให้ช่วยกันดูแล ไม่ทำร้ายเพื่อน จากนั้นครูจะเดินดูแลหรือจัดให้มีกรรมการคอยเช็คชื่อการจัดระเบียบวินัยในห้อง
                    4.4.10 เพิกเฉยในบางการกระทำ
                    4.4.11 เข้าไปพูดดีๆ ด้วยเหตุผล
                    4.4.12 ทำโทษ แต่ ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น จับแยกที่นั่ง ถามเหตุผลเด็กว่าทำไมครูถึงทำโทษ
 

          4.5 ควรชื่มชมสนับสนุนเมื่อเด็กสมาธิสั้นแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่รบกวนชั้นเรียน ยกตัวอย่างเช่น

                    - หนูทำได้ 1 ข้อ ครูก็ดีใจแล้ว ถ้าได้อีก 1 ข้อ ก็จะดีมาก
                    - ช่วงเที่ยงมาหาครูนะ ครูจะช่วยแนะนำให้
                    - ให้รางวัล ชื่นชม ให้กำลังใจ ให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์

          4.6 ปรึกษาหรือพุดคุยกับครูที่มีประสบการณ์หรือครูที่เคยดูแลเด็กสมาธิสั้นเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว

5. แนวทางการติดตามพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นในชั้นเรียนเด็กจะควบคุมตนเองได้ดีขึ้น 

เมื่อเขาได้รับการบอกกล่าวว่า ความประพฤติที่เขาพยายามปรับปรุงนั้นดีขึ้นมากน้อยเพียงไร และมีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง ครูจึงควรใช้แบบประเมินพฤติกรรม เป็นช่วงสัปดาห์สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของเด็กทุกสัปดาห์ และหาโอกาสพูดคุยกับเด็กถึงการเปลี่ยนแปลงของเขาเป็นระยะว่า เด็กสามารถพัฒนาอะไรขึ้นบ้าง โดยพยายามพูดถึงความก้าวหน้าในทางที่ดี และตามด้วยสิ่งที่เด็กควรแก้ไขเพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี และไม่รู้สึกว่าถูกจับผิด
 

ครูสามารถใช้แบบบันทึกพฤติกรรมร่วมกับการวางแผนพัฒนาพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยใช้การบันทึกพฤติกรรมและติดตามในแต่ละวัน อาจใช้แต้มสัญลักษณ์ เช่น เหรียญหรือบัตร เพื่อช่วยลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ด้วย เช่น เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ครูจะมอบเหรียญหรือบัตรให้แก่เด็ก โดยอาจทำพร้อมกับเด็กทุกคนในชั้นเรียน เมื่อเด็กสะสมเหรียญหรือบัตรได้จำนวนมากพอ สามารถแลกสิทธิพิเศษที่ครูกำหนดไว้ได้ ในทางตรงกันข้ามา หากเด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็จะถูกปรับเหรียญหรือบัตรคืนการให้แต้มนี้อาจเหมาะกับเด็กเล็ก โดยที่การสะสมแต้มเพื่อแลกสิทธิพิเศษ ไม่ควรทิ้งระยะนานเกินไปเพราะเด็กสมาธิสั้นจะหมดความอดทนไปเสียก่อน 

ตัวอย่างสมุดบันทึกพฤติกรรมเป็นช่วงสัปดาห์ (ชาญวิทย์ พรนภดล,2545) พฤติกรรมเด็กแย่ลง ไม่เปลี่ยนแปลง ดีขึ้น ดีขึ้นมาก มีสมาธิ สามารถจดจ่อกับงานที่ทำ นั่งติดที่ พูดจาเหมาะสม มีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครู 

ประโยชน์ของสมุดบันทึกพฤติกรรมสำหรับเด็กสมาธิสั้นนั้น จะช่วยให้ข้อมูลแพทย์ในการติดตามการรักษาและอาการของเด็กที่โรงเรียน ครูสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กชัดเจนยิ่งขึ้น และยังเป็นข้อมูลสำคัญในการสื่อสารกับผู้ปกครอง รวมถึงใช้ส่งต่อข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน ได้อีกด้วย

 

การสร้างพลังแรงใจในตัวเองให้กับเด็ก
การสร้างพลังแรงใจให้ตัวเองมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี สำหรับเด็ก เป็นหน้าที่ พ่อแม่และครูที่ต้องช่วยเด็กในการสร้างพลังแรงใจให้พวกเขาด้วยความรัก เพราะจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความรู้สึกที่คนเรามีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะติดตัวไปตลอดจนเป็นภาพพจน์ของตนเอง เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตนเอง
การที่เด็กจะมีความเชื่อมั่น ความรัก และนับถือตนเองได้ดี เด็กจะต้องมีภาพพจน์ของตัวเอง คือมีความรู้สึกที่ดีให้แก่ตนเองเสียก่อน แล้วความเชื่อมั่นในตนเอง(Self Esteem)จะตามมา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจสำหรับเด็กสมาธิสั้น การสร้างพลังแรงใจด้วยตัวเองและการสร้างความนับถือตนเองเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ทั้งนี้เพราะเด็กมักมีความรู้สึกว่าเขาไม่สามารถเข้ากับคนอื่น ไม่ถูกยอมรับ เด็กสมาธิสั้นมักประสบกับความล้มเหลวและได้รับคำตำหนิติเตียนจากคนรอบข้างครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งทำให้ความรู้สึกดีๆที่เด็กเคยมีต่อตนเองถูกทำลายลงไปเรื่อยๆเมื่อยังเป็นเด็กเล็ก การขาดความรักและการนับถือตนเองอาจไม่ทำให้เกิดปัญหาชัดเจนนัก เเต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นหากต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคใหม่ๆเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดความนับถือตนเองก็จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นอาจจะทำให้เด็กแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ไม่ดีนัก และไม่มีวิธีการง่ายๆที่จะคิดแก้ปัญหาต่างๆได้ อาจกลายเป็น “คนอมทุกข์” มองชีวิตตนเองเศร้าหมอง หรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้
 

คุณครูสามารถช่วยเด็กสร้างพลังแรงใจด้วยตัวเองได้ ดังนี้

1. การให้คำชมเชย
เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เด็กๆชอบ แต่การชมเด็กอย่างมีเทคนิคเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ได้แก่ การเลือกเรื่องที่จะชมเด็ก มีเทคนิคคือ “ให้มองข้อดีของเด็ก และชื่นชมในพฤติกรรมดีทันทีทุกครั้ง” การเลือกคำพูดในการกล่าวชมเช่น “จริงๆแล้ว ป๋องแป๋งก็เขียนรายงานส่งครูได้ดีมากเวลาหนูตั้งใจทำ” การชมที่มากเกินไปไม่ดี เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่จริงและเกิดความสงสัยในตนเอง
 

2. การให้รางวัลแก่เด็ก
สำหรับเด็กวัยประถมขึ้นไป คำชมอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เมื่อชมบ่อยๆเข้า ความตื่นเต้นจะค่อยๆ หมดไปการให้คะแนนสะสมเพื่อให้รางวัลจึงเป็นวิธีที่ดีที่ควรใช้ควบคู่กับคำชม และคะแนนนี้สามารถใช้แลกสิ่งของต่างๆได้ เช่น เงิน ขนม ของเล่นที่สร้างสรรค์ ยกเว้นแผ่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือจำนวนชั่วโมงเล่นเกมเพิ่มขึ้น

3. ช่วยให้พ่อแม่เห็นความสำคัญของการให้รางวัลแก่เด็ก
ความรักและการสร้างความรู้สึกมีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่ต้องการและเป็นคนสำคัญของครอบครัว เริ่มต้น จากที่บ้าน พ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการปรับพฤติกรรมและการให้แรงเสริมอย่างถูกวิธีแก่เด็กเช่นเดียวกันแต่หลายครอบครัวที่พ่อแม่ยังไม่เข้าใจเด็กสมาธิสั้น ไม่รู้จักโรคสมาธิสั้น ไม่เคยให้รางวัล ไม่เคยชม และมักจะเลี้ยงดูเด็กเชิงลบด้วยการดุ ตำหนิ ตี เด็กจะเกิดการรับรู้อารมณ์โกรธของพ่อแม่ตลอดเวลา เกิดความรู้สึกว่าบ้านไม่มีความสุข เด็กอาจคิดมาก เกิดความกังวลว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาและไม่เป็นที่พึงพอใจของคนในบ้านหากคุณครูเป็นผู้รู้ปัญหาและข้อจำกัดของเด็กสมาธิสั้น ควรช่วยสื่อสารให้ความรู้ คำแนะนำแก่พ่อแม่ในการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก และสนับสนุนพ่อแม่ในการให้รางวัลแก่เด็กเพื่อเสริมกำลังใจได้

4. การให้กำลังใจและแรงเสริมอื่นๆแก่เด็ก

          4.1 การยอมรับในตัวเด็ก ได้แก่การยอมรับข้อจำกัดของเด็กสมาธิสั้น และสิ่งที่เด็กทำด้วยความพยายาม อาจไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กทำดี หรือทำในสิ่งที่ครูพอใจเท่านั้น

          4.2 รับฟังความฝันของเด็กบ้าง เช่น อาจถามเขาว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เมื่อเด็กตอบว่าอยากเป็นนักบิน ก็ไม่ควรดูถูกว่าเด็กจะทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าเด็กจะเรียนไม่ดี คิดเลขผิดๆถูกๆและไม่น่าจะขับเครื่องบินได้ แต่ควรเอาความฝันของเด็กมาเป็นตัวกระตุ้นในการปรับพฤติกรรมการเรียนของเด็ก ให้เขามีความพยายามมากขึ้น และอดทนทำในสิ่งที่ยากขึ้น

          4.3 ช่วยเด็กพัฒนาตนเอง โดยชี้ให้เห็นว่า แต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน ให้เด็กพยายามแข่งกับตนเองและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ควรบอกเด็กเสมอว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น”

          4.4 ค้นหาจุดเด่นและฝึกทักษะด้านอื่นๆนอกเหนือไปจากการเรียน แม้เด็กที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะล้มเหลว เพราะความสำเร็จสามารถทดแทนด้วยความสามารถพิเศษด้านอื่นๆ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ งานประดิษฐ์ งานช่าง ความมีน้ำใจ ฯลฯ

          4.5 ให้ความเชื่อมั่นว่าเด็กทำได้ บอกกับเด็กโดยตรงว่า “ครูเชื่อมั่นว่าหนูทำได้” เพื่อกระตุ้นให้เด็กก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

 

"ให้ชมก่อนแล้วค่อยแทรกคำแนะนำที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่”

 

ครู มีความสำคัญมาก เปรียบเสมือนแม่คนที่สองของเด็ก ในการให้ความรู้ สอนทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ความเมตตาช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นของคุณครูนับเป็นความช่วยเหลือที่มีคุณค่าต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคมไทยเพื่อให้เด็กไทยในวันข้างหน้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติสืบไป


Ref : http://www.trueplookpanya.com/